IoT เทคโนโลยีเพื่อโลกใหม่ที่ดีขึ้นของมวลมนุษย์

ในโลกยุคดิจิตอลตอนนี้ หลายสิ่งหลายอย่างถูกสร้างสรรค์ขึ้นมาเพื่อพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของมนุษย์ ให้มีความสะดวกสบายและไม่หยุดอยู่กับที่ รวมไปถึงการพัฒนาสิ่งต่าง ๆ ที่เรามีกันอยู่แล้ว ให้มันกลายเป็นสิ่งที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นในหลาย ๆ ด้าน เช่น การทำงานหรือผลลัพธ์ที่ได้จากการใช้งาน เหล่านี้ล้วนสามารถถูกพัฒนาได้จากการใช้เทคโนโลยีในยุคดิจิตอลเข้ามาช่วย สังเกตได้จากสิ่งรอบตัวตอนนี้ ทุกอย่างคือเทคโนโลยีที่ถูกสร้างขึ้นมาใหม่ หรือถูกพัฒนาขึ้นมาทั้งนั้น รวมไปถึงระบบการทำงานต่าง ๆ ที่สามารถทำให้เรารู้สึกสะดวกสบายมากขึ้น ซึ่งทุกอย่างที่อยู่ในระบบนั้น ถูกเชื่อมต่อเข้าด้วยกันผ่านการใช้อินเตอร์เน็ตเป็นสื่อกลาง

หลายคนอาจจะเคยได้ยินชื่อตัวย่อย IoT มากันบ้างแล้ว ยิ่งเป็นคนที่อยู่ในวงการธุรกิจหรือไอทีด้วยแล้ว ยิ่งต้องรู้จักตัวย่อนี้เป็นอย่างดี IoT ย่อมาจากคำว่า Internet of Things แปลตรงตัวตามภาษาอังกฤษหมายความว่า อินเตอร์เน็ตของทุกสิ่ง แต่ความเป็นจริงแล้ว ความหมายที่แท้จริงของ IoT ก็คือ ระบบการเชื่อมต่อทุกสิ่งทุกอย่างเข้าด้วยกัน โดยการใช้อินเตอร์เน็ตเป็นสื่อกลางในการเชื่อมต่อ

อย่างที่เราทราบกันดีว่าอินเตอร์เน็ตคือสิ่งที่เรานำมาใช้ประโยชน์ได้มากมาย ไม่ว่าจะเป็นการใช้เว็บ browser เพื่อหาข้อมูลในอินเตอร์เน็ต หรือ แม้กระทั่งเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต เพื่อใช้งานโซเชียลมีเดียที่เราคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี ซึ่งหลักการของ IoT คือการใช้อินเตอร์เน็ตเป็นตัวกลางที่ จะคอยเชื่อมต่อทุกสิ่งเข้าด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นระบบการทำงานต่าง ๆ หรือ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เพื่อที่จะสามารถให้ทุกสิ่งเชื่อมต่อกันและสามารถทำงานไปร่วมกันได้อย่างลงตัว

ผลผลิตจาก IoT เทคโนโลยีอินเตอร์เน็ตล้ำสมัย

                IoT นั้นถือเป็นเทคโนโลยีที่เข้ามามีบทบาทมากมายในสังคมปัจจุบัน เนื่องจากยุคเทคโนโลยีในตอนนี้ ทุกสิ่งทุกอย่างถูกเปลี่ยนแปลงและพัฒนาให้ทันสมัยและใช้งานได้ดีขึ้น ซึ่งก็มีหลายคนหรือหลายองค์กรที่พยายามที่จะเริ่มนำ IoT เข้ามาปรับใช้จริง ให้เกิดความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น เช่น

  • สมาร์ทโฮม อีกหนึ่งผลงาน IoT ที่น่าจับตามองเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากบ้านหรือที่พักอาศัยนั้นเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับที่ทุกคนอยู่แล้ว การทำงานของสมาร์ทโฮมนั้น คือการใช้อินเตอร์เน็ตในการเชื่อมต่อของทุกสิ่งในบ้าน ไม่ว่าจะเป็น ประตู โทรทัศน์ ไฟ หรือ สัญญาณกันขโมย เราจะสามารถสั่งการและเข้าถึงอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทุกชิ้นในบ้านของเราให้ทำงานได้อย่างอัตโนมัติผ่านแอปพลิเคชันบนมือถือ
  • สมาร์ทวอทช์ ถือว่าเป็นอีกเทรนหนึ่งที่กำลังมาแรง เป็นเพราะมันสามารถตอบโจทย์กับ lifestyle ของคนในยุคนี้ได้เป็นอย่างดี ทำให้ชีวิตง่ายขึ้นและรวดเร็วขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ไม่ว่าจะเป็นใช้งานเพื่อการแจ้งเตือนการโทรออก การจับอัตราจังหวะการเต้นของหัวใจ หรือปฏิทินที่สามารถใส่การแจ้งเตือนลงไปได้ เพื่อคอยเตือนสิ่งต่าง ๆ ที่ต้องทำ
  • เครื่องตรวจสอบอากาศ เป็นเครื่องมือที่เริ่มเข้ามาเป็นที่นิยมในออฟฟิศ หรือสถานที่มีคนอยู่รวมกันเยอะ ๆ การที่มีคนจำนวนมากอยู่รวมกันในที่เดียว ทำให้มีปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์เกิดกว่าขีดจำกัด จากการหายใจออกของคนเรา จึงเป็นเหตุให้อากาศนั้นไม่บริสุทธิ์ เราจึงต้องใช้เครื่องตรวจสอบอากาศอัตโนมัติไว้เพื่อคอยตรวจสอบ และรายงานผลอากาศในบริเวณนั้น โดยระบบการทำงานจะเชื่อมต่อกับอินเตอร์เน็ต และสามารถตรวจสอบอากาศได้อย่างอัตโนมัติ และได้ข้อมูลที่เป็น real-time data อีกด้วย

นี่เป็นเพียงตัวอย่างส่วนน้อยของเทคโนโลยี IoT ที่เข้ามาเป็นอีกหนึ่งสิ่งสำคัญที่จะทำให้เทคโนโลยีหรือสิ่งต่าง ๆ นั้นถูกพัฒนาและเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้งานของมันได้มากขึ้น นอกจากนี้ยังมีการวางแผนที่จะใช้ IoT กับระบบหรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ อีกมากมายในทุก ๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านการแพทย์ การเกษตร หรือการศึกษา ซึ่งมันจะสามารถเกิดขึ้นและใช้งานได้จริงในอีกไม่ช้านี้

 

ระบบปลดล็อค iPhone X ด้วยการสแกนใบหน้า ตอบโจทย์ คุ้มค่าหรือไม่

ตื่นตาตื่นใจไปกับ feature ใหม่ใน iPhone X สำหรับการใช้การสแกนใบหน้าในการยืนยันตัวตน การปลดล็อคโทรศัพท์และการทำธุรกรรมหลากหลายอย่างบนสมาร์ทโฟนอย่างง่ายดาย

รู้จักกับการยืนยันตัวตนรูปแบบต่าง

การยืนยันตัวตนในที่นี้ หมายถึงเมื่อเราต้องการล็อกอินเข้าระบบ และระบบต้องการเช็คว่า เราสามารถเข้าถึงสิ่งนั้น หรือเราเป็นคนที่แสดงตัวตนว่าใช่ หรือไม่ โดยมีวิธีการแบ่งคร่าว ๆ ได้ 3 วิธี ดังนี้

  1. สิ่งที่รู้ (What you know) เช่น รหัสผ่าน (password) หรือ คำตอบของคำถามลับบางอย่างที่เฉพาะเรากับระบบรู้กันเท่านั้น เรียกว่า Shared Secret หรือการใช้พิน (PIN) เป็นต้น
  2. สิ่งที่มี (What you have) เช่น การยืนยันว่าเรามีอุปกรณ์บางอย่างที่พกพาอยู่ อาทิโทรศัพท์มือถือ หรือ Security Token บางอย่าง กุญแจหรือเครดิตการ์ด เป็นต้น
  3. สิ่งที่คุณเป็น (What you are) หรือเอกลักษณ์เฉพาะตัว คุณสมบัติทางชีวมิติ (Biometrics) เช่น ลายนิ้วมือ รูปแบบเรตินา (retinal patterns) หรือใช้รูปแบบเสียง (voice patterns) เป็นต้น

Face ID กับ iPhone X

iPhone X ก็ได้นำเทคโนโลยีในการยืนยันตัวตนด้วย Biometrics Authentication นี้มาใช้เช่นกัน Biometrics เป็นลักษณะทางชีวภาพของแต่ละบุคคล เป็นลักษณะเฉพาะที่ไม่สามารถลอกเลียนแบบกันได้ การนำมาใช้ในยืนยันตัวตน จึงมีความน่าเชื่อถือมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการใช้ลายนิ้วมือ เสียง ม่านตา ใบหน้า ควบคู่กับการใช้รหัสผ่านปกติ

ต่อจากการใช้ Touch ID หรือการสแกนนิ้วมือ ก็มาเป็น Face ID หรือ การสแกนใบหน้า โดยลักษณะการทำงานคือ ใช้กล้องหน้าที่เป็นแบบ True Depth บน iPhone X ฉายจุดเล็ก ๆ มากกกว่า 30,000 จุดไปที่ใบหน้าเป้าหมาย บวกกับ เซ็นเซอร์ Flood Illuminator เพื่อปล่อยแสงอินฟราเรดเพิ่มเข้าไป แก้ปัญหาการมองเห็นในที่มืด ดังนั้น การสแกนใบหน้าของ iPhone X เพื่อปลดล็อคไอโฟนจึงทำได้ในที่มีแสงน้อย หรือห้องที่ปิดไฟมืดสนิทนั่นเอง จากจุดเล็ก ๆ มากมายที่ฉายไปกระทบใบหน้านั้น ระบบจะทำการสร้างความตื้นลึกของใบหน้า และสร้างโครงสร้างสมมติแบบสามมิติของใบหน้านั้นขึ้นมา ดังนี้เอง เพียงรูปถ่ายหรือหน้ากากบาง ๆ จะไม่สามารถปลดล็อค iPhone X ได้

ขั้นสุดท้าย ก็คือ การตรวจสอบกับข้อมูลที่เคยบันทึกเป็นต้นฉบับไว้นั้น โดยส่งข้อมูลทั้งหมดไปที่ Secure Enclave ในชิป A11 Bionic ต่อไป ผสานกับเทคโนโลยี Machine learning และ Neural engine จึงทำให้ iPhone X จดจำใบหน้าของเรา และจะเรียนรู้การเปลี่ยนไปของใบหน้าอยู่ตลอดเวลา ทำให้ไม่ว่าจะใส่หมวก ไว้หนวด ไว้เครา แต่งหน้า หรือใส่แว่นก็ยังสามารถปลดล็อคได้ โดยการสแกนใบหน้าเพื่อปลดล็อคจะทำได้เฉพาะตอนที่ “ลืมตาและตั้งใจมองหน้าจอเท่านั้น”

อย่างไรก็ตาม Face ID ยังคงมีข้อผิดพลาดอยู่บ้างในอัตรา 1:50,000 ในขณะที่ Touch ID นั้นอัตราความผิดพลาดอยู่ที่ 1:1,000,000 ทีเดียว สำหรับ iPhone X หากถือในแนวนอน แล้วทำการสแกนใบหน้าเพื่อปลดล็อค อาจทำให้อัตราความผิดพลาดเพิ่มขึ้นเล็กน้อย

อันที่จริง คงไม่มีเทคโนโลยีใดที่ไม่มีข้อผิดพลาด แม้แต่มนุษย์เรายังมีข้อผิดพลาดตั้งมากมาย ดังนั้น การจะสรุปว่า feature ไหนดี หรือ ไม่ดี เพียงเพราะข้อผิดพลาดนั้นคงไม่ใช่คำตอบที่ถูกนัก หากแต่เทคโนโลยี Face ID ถูกสร้างมาเพื่อความสะดวกที่มากขึ้นของผู้ใช้งาน ซึ่งถ้าดูจากอัตราผิดพลาดเมื่อเทียบกับ Touch ID แล้ว ก็ถือว่า น่าจะสะดวกมากขึ้นเลยทีเดียว

Category: โทรศัพท์มือถือ

Tags: Face ID, iPhone X, สแกนใบหน้า

เครดิตภาพ: https://goo.gl/T8ra7x

 

ภาษาโปรแกรมสำหรับคอมพิวเตอร์ แบบไหนที่น่าเรียน

เมื่อเทคโนโลยีเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน ผู้คนจึงสนใจและหันมาศึกษาการเขียน programming language กันมากขึ้น แต่สำหรับนักเขียนโปรแกรม หรือ developer หรือ programmer ทั้งหลาย คงรู้กันดีว่า programming language มีอยู่มากมายจนจำไม่ไหว เรียนก็ไม่ทัน และแต่ละภาษา บางครั้งก็มีรูปแบบ หรือหลักการคิดแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง จึงไม่ใช่เรื่องง่ายจนเกือบจะเป็นไปไม่ได้เลยด้วยซ้ำ ที่นักเขียนโปรแกรมจะสามารถเขียนโปรแกรมได้ทุกภาษา

แล้วภาษาอะไรที่น่าสนใจเป็นอันดับต้น ๆ กัน บางคนเลือกเรียนภาษานั้น ๆ เพียงเพราะ สามารถเริ่มต้นเรียนรู้และเข้าใจได้เร็ว บางคนหลงไหลไปกับฟีเจอร์สุดเจ๋ง หรือลูกเล่นที่ภาษานั้น ๆ มี บางคนเลือกตามเพื่อน หรือกูรูแนะนำ ทั้ง ๆ ที่ไม่ชอบภาษานั้น ๆ เอาซะเลย มาดูกันว่า คนส่วนใหญ่เขาเรียนภาษาอะไรกันดีกว่า

  1. JavaScript

JavaScript เป็น ภาษาสคริปต์เชิงวัตถุ หรือเรียกสั้น ๆ แค่ว่า “สคริปต์” (script) ซึ่งมักนำมาใช้ร่วมกันกับการสร้างและพัฒนาเว็บไซต์ (ทำงานร่วมกับ HTML) เพื่อทำให้เว็บไซต์ของเราดูสวยงาม มีการเคลื่อนไหว อีกทั้ง JavaScript นั้นสามารถใช้เขียนโปรแกรมแบบง่าย ๆ ได้โดยไม่ต้องพึ่งภาษาอื่น ยิ่งกว่านั้น JavaScript มีคุณสมบัติในการใช้ตรวจสอบข้อมูล (validate fields) เช่น Email address เวลาที่กรอกข้อมูลผิด ไม่ตรงกับเงื่อนไข ก็จะมีหน้าต่างฟ้องขึ้นมาว่ากรอกผิด หรือลืมกรอกอะไรบางอย่าง เป็นต้น

  1. Java

Java คือภาษาโปรแกรมเชิงวัตถุ ภาษา Java เป็นภาษาที่สนับสนุนการเขียนโปรแกรมเชิงวัตถุแบบสมบูรณ์ (OOP: Object-Oriented Programming) ซึ่งเหมาะสำหรับพัฒนาระบบที่มีความซับซ้อน มีคุณสมบัติสามารถทำงานได้ในระบบปฏิบัติการที่แตกต่างกัน และถูกออกแบบมาให้มีความปลอดภัยสูง แต่อย่างไรก็ตาม ภาษา Java เมื่อนำมาใช้ในการพัฒนาซอฟต์แวร์ อาจจะทำได้ยาก และใช้ระยะเวลานาน รวมถึงการสร้างบุคลากรก็ยากเช่นกัน

  1. Python

Python ถูกสร้างมาจากภาษาซี สนับสนุนการทำงานเชิงวัตถุ (OOP) ที่สำคัญ เป็น Open Source ทั้งยังมีเครื่องมือและโมดูลต่างๆมากมาย ทำให้การเขียน Python นั้น คำสั่งสั้น เขียนง่าย เรียนรู้ได้เร็ว ใช้เวลาพัฒนาไม่เยอะ แถมยังมี package เหมาะกับงานแนว Machine Learning หรือ Deep Learning อีกด้วย

  1. PHP

ภาษา PHP นั้นถือเป็นภาษาพวก scripting อย่างหนึ่ง สามารถเรียนรู้ได้ง่าย ทำงานเร็วและมีประสิทธิภาพ ความปลอดภัยอยู่ในระดับที่ค่อนข้างดี เป็นที่นิยมในหมู่นักเขียนโปรแกรมไม่น้อยเลยทีเดียว

  1. R

ภาษา R เป็น Open Source ตัวภาษาเข้าใจง่าย และเหมาะกับคนที่อยากทำ Data Science เนื่องจากมีชุดคำสั่งในด้านสถิติในตัวเอง เน้นการคำนวณข้อมูลพร้อมกันเป็นกลุ่ม สามารถทำงานร่วมกับเครื่องมือวิเคราะห์ข้อมูลอื่น ๆ ได้ง่าย และการแสดงข้อมูล เพื่อให้ง่ายต่อการวิเคราะห์

อย่างไรก็ตาม ความน่าสนใจของการเรียนเขียนโปรแกรมนั้น ขึ้นอยู่กับความสามารถของตัวภาษานั้น ๆ เอง ลักษณะงานที่คาดว่าจะต้องนำภาษา และความสามารถของภาษาเหล่านั้นไปใช้ ที่สำคัญก็คือ ควรเลือกภาษาที่เป็นที่รู้จัก ไม่ใช่เพราะว่าชื่อเสียงของภาษาเท่านั้นนะ แต่เป็นเพราะว่า ภาษาที่มีชื่อเสียงจะมีกลุ่มคนหรือ community ที่จะคอยให้ความช่วยเหลือ ให้คำปรึกษาและแนะนำเวลาที่เจอปัญหาได้

AR กับความสามารถจำลองสิ่งต่าง ๆ สู่ชีวิตประจำวัน

AR มาจาก Augmented Reality หรือนั่นก็คือ เทคโนโลยีเสมือนจริง โดยการรวมสภาพแวดล้อมจริง กับ วัตถุเสมือน ซึ่งอาจจะเป็น ภาพ เสียง วีดีโอ หรือข้อมูลดิจิตอล (Digital Contents) ต่าง ๆ ในช่วงเวลาเดียวกันเข้าด้วยกัน สร้างในลักษณะรูปแบบ 3 มิติ จำลองเข้าสู่โลกจริงผ่านกล้องและการประมวลผล ที่จะนำวัตถุมาทับซ้อนเข้าเป็นภาพเดียวกัน ทำให้เราสามารถมองผ่านกล้องและตอบสนองต่อโลกจำลองนั้นได้โดยตรง

วิธีการสร้างเทคโนโลยีเสมือนจริง คือ การวิเคราะห์ภาพ (Image Analysis) เพื่อค้นหา Marker จากภาพที่ได้จากกล้องแล้ว ค้นหาจากฐานข้อมูล (Marker Database) ที่มีการเก็บข้อมูลขนาดและรูปแบบของ Marker และนำมาวิเคราะห์รูปแบบของ Marker นั้น ขั้นตอนสุดท้าย คือการประมวลผลคำนวณค่าตำแหน่งเชิง 3 มิติจนได้ภาพเสมือนจริงนั่นเอง

การเกิดและเติบโตของเทคโนโลยีเช่น AR นั้นสามารถนำมาสร้างประโยชน์ได้ในหลากหลายอุตสาหกรรม อาทิ

บทบาทของ AR ต่อธุรกิจ

  • ใช้เป็นแบบจำลองด้านศิลปะ ไม่ว่าจะเป็น การสร้างภาพจำลองของบ้าน เพื่อค้นหาเลือกเฟ้น อุปกรณ์ตกแต่งบ้าน เครื่องเรือน ที่เหมาะสม และเป็นที่ต้องการจริง ๆ ก่อนตัดสินใจซื้อสินค้า
  • ใช้ในการด้านออกแบบสถานที่จัดงาน เพื่อเป็นแบบก่อนการจัดงานจริงว่า จะออกมาสวยและเป็นที่พึงพอใจต่อลูกค้าหรือไม่ ก่อนซื้อบริการต่าง ๆ
  • พิพิธภัณฑ์ หรือ หอศิลป์ต่าง ๆ ก็สามารถนำเทคโนโลยี AR มาใช้เพื่อสร้างประสบการณ์พิเศษเสมือนจริงให้กับผู้เข้าชมงานศิลป์ ทั้งยังเสริมจินตนาการในการเข้าใจเรื่องราวในอดีตสำหรับเนื้อหาในพิพิธภัณฑ์นั้น ๆ
  • ร้านค้า หรือ อุตสาหกรรมขนาดเล็ก ก็สามารถนำ AR มาสร้างแบบจำลองบนภาพจริง เพื่อเห็นผลลัพธ์ทันที ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับธุรกิจสินค้า จำพวก เสื้อผ้า รองเท้า หรือ แม้กระทั่งเครื่องสำอางค์ต่าง ๆ

บทบาทของ AR ด้านความบันเทิง

  • นำ AR มาใช้ในเกมต่าง ๆ ที่สามารถใส่ลูกเล่น เพิ่มฟีเจอร์ เพื่อให้ผู้เล่นมีปฏิสัมพันธ์ต่อเกมและเพื่อนร่วมเกม เพื่อความสนุกสนานที่มากขึ้น สมจริงมากขึ้น เกมที่โด่งดังในการนำ AR มามีส่วนก็คือ เกมPokemon Go ที่ใช้ในการค้นหาโปเกม่อนและการจับมัน นั่นเอง
  • นำมาใช้ในการสื่อสารทั่วไป ผู้คนในทุกวัย ทุกอายุ สื่อสารกันด้วยโปรแกรมแชทที่มีให้เลือกมากมาย หลากหลายกันเพิ่มขึ้น จุดเด่นหนึ่งของโปรแกรมแชทเหล่านั้นก็คือ การสื่อสารด้วยภาพ สติ๊กเกอร์ น่ารัก ๆ และตัวอย่างการนำ เทคโนโลยี AR กับ เทคโนโลยีระบบจดจำใบหน้ามาสรรสร้างฟีเจอร์Animoji เพื่อพูดคุยกับเหล่าเพื่อน ๆ ได้อย่างสนุกสนาน

บทบาทของ AR ด้านการศึกษา

  • AR สามารถนำมาทำเป็นสื่อและข้อมูล ที่ทำให้สามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติม ที่จะทำให้นักเรียนเข้าใจได้ง่ายขึ้น เช่น สัตว์โลกดึกดำบรรพ์ การจำลองสภาพแวดล้อมป่า ณ ขณะนั้น
  • สร้างแว่นตาอัจฉริยะ เพื่อใช้ในการศึกษาด้านการแพทย์ เรียนรู้กายวิภาคศาสตร์ รายละเอียดต่าง ๆ ตำแหน่งโครงสร้างอวัยวะมนุษย์ เพื่อความเข้าใจที่ง่ายขึ้น เรียนรู้ได้รวดเร็วขึ้น
  • อุตสาหกรรมการบิน เพื่อใช้ในการฝึกนักบิน โดยการแสดงผลผ่านจอภาพบนหมวกนักบิน แสดงเส้นทางการบิน แนวร่อนลงจอด หรือข้อมูลประกอบการบิน โดยที่นักบินไม่ต้องก้มไปมองที่แผงควบคุม หรือ แผงหน้าปัด

จะเห็นว่า เทคโนโลยีเสมือนจริงนั้น สามารถสร้างประโยชน์ได้มากมาย ต่อทั้งผู้ประกอบการธุรกิจ ลูกค้า นักเรียน นักศึกษาหรือบุคคลทั่วไป สิ่งเหล่านี้จะเข้ามาเติมเต็มชีวิตประจำวันของทุก ๆ คนอย่างละนิด อย่างละหน่อย แบบที่เราอาจจะลืมสังเกตุการเปลี่ยนแปลงเลยด้วยซ้ำ

Case Mod พัฒนาการสุดล้ำของคอมพิวเตอร์ รู้จักไหมว่าคืออะไร

ทุกคนคงคุ้นเคยกับคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะกันเป็นอย่างดี กล่อง CPU สี่เหลี่ยมที่ตั้งอยู่ข้าง ๆ จอคอมพิวเตอร์ อาจจะมีสีสัน รูปทรงที่แตกต่างกันไปบ้างเล็กน้อย แต่คงจะมีน้อยคนนักที่จะรู้จักกับเคสคอมพิวเตอร์ PC ที่หน้าตาแตกต่างไปประหนึ่งเข้าไปอยู่ในโลกไซไฟ โดยที่ผู้คนที่พบเห็นผ่านไปมา อาจไม่ระแคะระคายเลยด้วยซ้ำว่านั่นคือ สิ่งที่ทุกคนรู้จักกันในนามของ เครื่องคอมพิวเตอร์

อะไรคือ Case Modder

อันที่จริงแล้ว มีวงการที่หมู่คนผู้คลั่งไคล้กับความสวยงาม ความพิเศษของการปรับแต่ง ดีไซน์ สร้างสรรค์เคสคอมพิวเตอร์ ที่มีรูปลักษณ์แบบใหม่ ไม่มีขีดจำกัดของจินตนาการ สวยล้ำไม่ซ้ำใครกันเลยทีเดียว ใครจะไปคิดว่า แผงเมนบอร์ด ชุดระบายความร้อนด้วยลม ชุดน้ำปิด ระบบ Water cooling และพวก Power Supply จะสวยงามได้มากเพียงนั้น นั่นก็คือ วงการ Case Mod ซึ่งเป็นการรวมกันของทั้งศาสตร์และศิลป์อย่างยิ่งยวด บางคนอาจจะเพียงชอบชิ้นส่วนประกอบของคอมพิวเตอร์ จับนั่นจับนี่มาประกอบกันเป็นงานอดิเรก แต่สำหรับผู้ที่มีหัวใจหลงใหลในเทคโนโลยี และความสวยงาม ใฝ่เรียนรู้และทดลองปฏิบัติด้วยตนเอง จนประสบความสำเร็จก็สามารถผันงานอดิเรกชนิดนี้เป็นอาชีพได้ กับสิ่งที่เรียกว่า Modder (ชื่อเรียกของกลุ่มคนที่โมดิฟายเคสคอมพิวเตอร์) มือพระกาฬ ที่ประสบความสำเร็จอย่างท่วมท้น

งานประกวด Case Mod

ยิ่งไปกว่านั้น ในแต่ละปีจะมีการจัดงานแข่งประกวด ซึ่งเป็นการประกวดผลงาน ‘โมดิฟายคอมพิวเตอร์’ หรือที่เรียกว่า Case Mod Competition จากบริษัทผู้ผลิตหลายเจ้า นอกจากเงินรางวัลที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่งแล้ว (ราว ๆ 30,000 – 40,000 ดอลลาร์สหรัฐ) แต่สิ่งที่ไม่อาจเทียบได้มากกว่านั้น คือ ความภาคภูมิใจและชื่อเสียงนั่นเอง อีกทั้งนี่เป็นหนึ่งใน Niche Market เนื่องจากเป็นตลาดกลุ่มเล็ก เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ง่าย จำนวนผู้เข้าแข่งขันไม่เยอะมาก คู่แข่งที่จะลองลงแข่งขันยังน้อย จึงเป็นข้อได้เปรียบที่น่าสนใจ แต่ก็ถือเป็นการแข่งขันที่รวมหมู่คนที่มีความสามารถมากมายมารวมตัวกัน

เกณฑ์ในการตัดสินผู้ชนะนั้นมาจาก ความคิดสร้างสรรค์ การใส่ใจในรายละเอียด สุนทรียศาสตร์ และความเป็นเอกลักษณ์ จุดที่ยากกว่าคือการคำนวณเรื่องการบาลานซ์ สำหรับรูปลักษณ์ที่ไม่ธรรมดา ซึ่งต้องอาศัยความแม่นยำในการคำนวณน้ำหนักแต่ละส่วนให้เฉลี่ยกันอย่างลงตัว และการเลือกใช้สีก็มีการคำนวณเปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักสี โดยรวมให้มีความแข็งแรง ปลอดภัย และสวยงาม การสร้าง Case Mod ขึ้นมาหนึ่งโปรเจค อาจต้องพบเจอปัญหา อุปสรรคต่าง ๆ รวมถึงต้องใช้ความอดทนในการแต่ละกระบวนการขั้นตอนการทำด้วย

งานอีเว้นท์เหล่านี้เป็นการเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมแข่งขันได้แบ่งกันทัศนคติ การสร้างสรรค์สิ่งอัศจรรย์ ร่วมกับผู้ร่วมงานอื่น ๆ เพื่อการพัฒนาทักษะ ความสามารถยิ่ง ๆ ขึ้นไป

ถึงตอนนี้ เหล่านักสร้างสรรค์ทั้งหลายอาจจะเริ่มสนใจงานอดิเรกใหม่ ๆ นี้ขึ้นมาแล้ว สำหรับบางท่านอาจไม่เคยรับรู้รับทราบถึงศิลปะด้านนี้มาก่อน แต่ตอนนี้ คงได้รู้แล้วว่า คอมพิวเตอร์ที่มีความสามารถในการทำงานอย่างทรงพลังนั้น สามารถดูสวยงามได้มากขนาดนี้อีกด้วย

โลกยุคหน้า กับ ปัญญาประดิษฐ์

ถ้าพูดถึงเทคโนโลยีในยุคนี้แล้วนั้น นวัตกรรมอย่าง ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI (Artificial Intelligence) คงเป็นหนึ่งในอันดับต้น ๆ ที่ผู้คนจะนึกถึงอย่างแน่นอน แล้วปัญญาประดิษฐ์คืออะไร ปัญญาประดิษฐ์เป็นการจำลองการทำงานของสมองมนุษย์ เป็นการพัฒนาความสามารถในการเรียนรู้ ความคิด การกระทำ หลักตรรกศาสตร์ เหตุและผลในการตัดสินใจต่าง ๆ ให้กับเครื่องจักรกล ดังนั้น ปัญญาประดิษฐ์ที่ได้รับการพัฒนามากยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ จะสามารถสร้างโอกาสได้อย่างมากมายเลยทีเดียว

ปัญญาประดิษฐ์ เปลี่ยนชีวิต

ทุกอย่างในโลกนี้ก็เปรียบเสมือนเหรียญสองด้าน นั่นคือ สามารถก่อผลลัพธ์ได้ทั้งในด้านบวก และด้านลบ ในด้านบวก  การประมวลผลด้วยคอมพิวเตอร์ที่สามารถทำงานได้ตลอด 24 ชั่วโมง โดยไม่ต้องหยุดพัก ทั้งยังสามารถอัพเกรดหน่วยความจำเพื่อการทำงานที่เร็วขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง ย่อมนำมาซึ่งประสิทธิภาพการทำงานที่สูงขึ้น แม่นยำขึ้น รวมถึงซับซ้อนมากขึ้นด้วย และที่สำคัญ หุ่นยนต์มีอัตราความผิดพลาดต่ำกว่ามนุษย์

ความน่าตื่นตาตื่นใจของเจ้าปัญญาประดิษฐ์นี้เอง ที่ทำให้หลายคนตั้งคำถามขึ้นมาว่า AI จะมาแทนที่มนุษย์มากน้อยเพียงใดในปัจจุบันและอนาคต อัตราการจ้างงานคงจะลดลงอย่างเห็นได้ชัด งานหลายประเภทที่หุ่นยนต์สามารถแทนที่มนุษย์ได้อย่างสมบูรณ์ อาทิ แคชเชียร์ตามร้านค้า พนักงานทำความสะอาด คนขับรถ หรือพนักงาน call center และอื่น ๆ

จริงอยู่ที่บางสาขาอาชีพที่ AI คงจะยังไม่สามารถมาแทนที่ได้ในเวลาอันใกล้นี้ เช่น จิตแพทย์ นักแสดง นักข่าว ไม่ใช่ว่า AI ไม่สามารถพัฒนาไปถึงจุดที่ฉลาดมากพอจะทำสิ่งเหล่านั้นได้ เพียงแต่ ในเรื่องของความรู้สึก ความเห็นใจ การเอาใจเขามาใส่ใจเขา ความต้องการ หรือการกระทำที่ไม่สมเหตุสมผลอันมาจากสัญชาตญาณและหัวใจ ไม่ใช่สมอง ยังคงต้องมาจากมนุษย์นั่นเอง

มนุษย์ควรปรับตัวอย่างไรเพื่ออยู่ร่วมกับ AI               

อันที่จริงแล้ว การที่เทคโนโลยีอย่างปัญญาประดิษฐ์ถูกนำมาพัฒนาเพื่อทำงานร่วมกันกับมนุษย์นั้น จะก่อประสิทธิภาพได้มากกว่า มนุษย์ทำงานอย่างเดียว หรือ AI ล้วน ๆ ทำงานอย่างเดียว

การใช้เทคโนโลยีเพื่อสร้างเครื่องมือช่วยทำงานบางส่วนแทนมนุษย์ เพื่อให้มนุษย์เราสามารถใช้เวลาที่มีอย่างจำกัดนั้นอย่างเกิดประโยชน์มากขึ้น มนุษย์ใช้เวลาไปกับการเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ทดลองทางเลือกใหม่ ๆ ที่ไม่เคยทำมาก่อน ปัญญาประดิษฐ์ยังช่วยในด้านการวิเคราะห์ข้อมูลปริมาณมากได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งยังสามารถจัดกลุ่ม หาแบบแผนของข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว ช่วยทำให้การคำนวนต่าง ๆ การคาดคะเนผลลัพธ์อย่างมีเหตุผล การสร้างทางเลือกหรือข้อเสนอที่น่าสนใจมากยิ่งขึ้น อีกทั้งมนุษย์ยังสามารถก้าวข้ามขีดจำกัดในการเรียนรู้ อุปสรรคด้านภาษา การแลกเปลี่ยนความคิดกันในหมู่หมนุษย์และเหล่าปัญญาประดิษฐ์ทั้งหลาย ยังแต่จะทำให้เกิดสิ่งใหม่ ๆ ขึ้นมาบนโลก และประสบความสำเร็จมากยิ่งขึ้น เมื่อนั้น มนุษย์จะสามารถยกระดับคุณภาพชีวิต พัฒนาศักยภาพของตนเองยิ่ง ๆ ขึ้นไป

รถยนต์ไร้คนขับ กับสังคมไทยในปัจจุบัน น่าสนใจแค่ไหน?

ภาพยนตร์เรื่องดังหลายเรื่องที่มักจะชวนฝันกับนวัตกรรมในโลกยุดหน้า ความไฮเทคอย่างหนึ่งที่น่าตื่นตาตื่นใจมาตลอดก็คือ ยานยนต์อัตโนมัติ ความฝันเหล่านั้นค่อย ๆ พัฒนาให้เกิดขึ้นจริงอย่างต่อเนื่องเรื่อยมา

รถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติ (Self-Driving Car) หรือ รถยนต์ไร้คนขับ (Driverless Car) เป็นการใช้เทคโนโลยีใหม่ ๆ อาทิ เซ็นเซอร์หลัก ๆ 3 ชนิด คือกล้อง คลื่นอัลตร้าซาวด์ และเรดาร์ เพื่อที่จะรับรู้สภาพแวดล้อมรอบด้าน โดยการทำงานร่วมกันของเซ็นเซอร์ทั้ง 3 ใช้ในการตรวจหาตำแหน่ง แยกแยะ และคำนวนเพื่อประเมินระยะห่างของวัตถุโดยรอบ เพื่อหลบเลี่ยงสิ่งกีดขวางต่าง ๆ รถยนต์คันอื่น ๆ หรือแม้แต่คนที่เดินข้ามถนน รวมไปถึงสภาพถนนอีกด้วย

การพัฒนาการสร้างระบบแผนที่ ที่ไม่ใช่เพียงแค่แผนที่ แต่มีความซับซ้อนเสมือนจริงนั้น จะช่วยให้ระบบอัตโนมัติแยกแยะความแตกต่าง ระหว่างรูปภาพกับวัตถุจริง ๆ แต่รวมไปถึงตำแหน่งของไฟจราจร การปรับเปลี่ยนของไฟจราจร (เขียว, แดง, เหลือง) ความสูงของไฟจราจร ตำแหน่งทางม้าลาย ป้ายสัญญาณหยุด ระยะความกว้างของเลนถนน ระยะถนนกับทางเดินเท้า  เส้นที่ตีบนถนน (สีขาว, สีเหลือง) และ Artificial intelligence เพื่อให้รถขับเคลื่อนด้วยตัวเอง เชื่อมต่อระบบต่าง ๆ เหล่านี้เข้าไปยังระบบออนบอร์ดอิเล็กทรอนิกส์ สื่อสารด้วยเครือข่ายการเชื่อมโยงแบบไร้สายไปยังผู้ผลิต และผู้ให้บริการบุคคลที่สาม ในการเข้ามาจัดการแก้ไข และให้บริการในกรณีต่าง ๆ

ข้อดีของรถยนต์ไร้คนขับ

  1. ยกระดับความปลอดภัย เพราะรถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติมีระบบการตรวจจับความเคลื่อนไหว ทำให้สามารถรับรู้และตอบสนองต่อสภาพภายนอกได้อย่างรวดเร็ว ช่วยลดอุบัติเหตุและความผิดพลาดจากคนขับ อาทิ ความสามารถในการขับขี่ สภาพร่างกายไม่สมบูรณ์จากอาการเจ็บป่วย สติสัมปชัญญะไม่เต็มที่ไม่ว่าจะพักผ่อนไม่เพียงพอ หรือดื่มแอลกอฮอล์ก็ตามที
  2. ยกระดับความสะดวกสบาย และเวลาที่เพิ่มมากขึ้นสำหรับผู้ขับขี่ เพื่อผู้ขับขี่สามารถนำเวลาในการเดินทางไปทำอย่างอื่นได้อย่างเต็มที่
  3. สภาพการจราจรบนท้องถนนที่ดีขึ้น เนื่องจากรถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติจะไม่มีการขับฉวัดเฉวียน ปาดซ้าย ปาดขวา ฝ่าไฟแดง แทรกเลน เลี้ยวกระทันหัน ไม่เกิดการฝ่าฝืนกฎจราจร จอดทุกครั้งเมื่อถึงไฟแดง มีทางม้าลายก็ต้องหยุดให้คนข้ามก่อนเสมอ และไม่ทำพฤติกรรมอันไม่พึงประสงค์อื่น ๆ

ข้อเสียของรถยนต์ไร้คนขับ

  1. อันตรายในกรณีที่เทคโนโลยีถูกแฮก โดยแฮกเกอร์อาจจะทำการรีโมทเข้ามาที่รถและสั่งการให้ระบบ Compromise เพื่อที่แฮกเกอร์สามารถขโมยข้อมูลด้านการค้าและข้อมูลส่วนตัว หรือ ปรับแต่งชุดคำสั่งของระบบควบคุมการทำงานของเครื่องยนต์ที่ส่งผลกับความปลอดภัยด้านกายภาพของคน หรือทำให้เครื่องยนต์มีความผิดพลาดด้วยเช่นกัน
  2. อัตราการว่างงานสำหรับบางอาชีพ อาทิ คนขับรถ หรือ แท็กซี่ รถเมล์ รถโดยสารต่าง ๆ รวมถึงตำรวจจราจรก็เช่นกัน
  3. ความลำบากในช่วงต้น ในกรณีที่รถยนต์อัตโนมัติไร้คนขับใช้ถนนร่วมกันกับรถยนต์ที่ผู้ขับขี่ปกติ รวมถึงค่าใช้จ่ายและต้นทุนในการผลิตที่ค่อนข้างสูงอีกด้วย ยิ่งไปกว่านั้น ค่าบำรุงรักษา การเปลี่ยนอะไหล่รถยนต์จะซับซ้อน ต้องมีช่างผู้ชำนาญเฉพาะทางเป็นผู้ดูแล

ทุกอย่างในโลกย่อมก่อผลดีและผลเสียได้ทั้งนั้น การศึกษาที่เพิ่มขึ้นและการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เป็นการสร้างความหวังว่า จะสามารถลดทอนผลในด้านลบให้มากที่สุด คงต้องรอดูกันต่อไปว่าช่วงการเปลี่ยนถ่ายเข้าสู่โลกแห่งนวัตกรรมใหม่ ๆ ที่ต่างไปจากปัจจุบันในหลาย ๆ ด้านนี้ จะไปสู่จุดที่ทุกคนคาดหวังเมื่อไหร่กัน

 

Big Data นั้นสำคัญไฉน กับธุรกิจของคุณในยุค 4.0

โลกใบนี้ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล ยิ่งเทคโนโลยีสมัยนี้ทำให้ผู้คนสามารถเข้าถึงข้อมูลต่าง ๆ และนำมาประยุกต์ใช้ หรือประกอบการตัดสินใจได้ง่ายยิ่งขึ้น หากข้อมูลเหล่านั้นถูกนำมาวิเคราะห์ กลั่นกรอง เรียบเรียง ด้วยเครื่องมือที่เหมาะสม จะทำให้การประมวลผลข้อมูลเหล่านั้นเป็นไปอย่างมีระเบียบ มี pattern ในการสร้างความสัมพันธ์เชิงลึกของข้อมูล เพื่อความเข้าใจในรูปแบบพฤติกรรมของผู้บริโภคที่มีความซับซ้อนมากขึ้นได้

ข้อมูลยิ่งมาก ยิ่งทำให้ผลการวิเคราะห์แม่นยำยิ่งขึ้น ข้อมูลมาก ๆ นี่เองที่ถูกเรียกว่า Big Data โดย Big Data นี้เป็นข้อมูลดิบ อาทิ ข้อความในโซเชียลมีเดีย ข้อมูลพฤติกรรมการเข้าชมสินค้า ข้อมูลการให้คะแนนความพีงพอใจ ข้อความเสียง ภาพถ่าย และวีดีโอต่าง ๆ และอื่น ๆ อีกมากมาย

การประกอบธุรกิจต่าง ๆ นั้น หากนำ Big Data มาใช้ในการวิเคราะห์ความต้องการและพฤติกรรมการซื้อสินค้าของผู้บริโภค ทำความเข้าใจสภาพตลาด จะทำให้การวางแผนกลยุทธ์ได้ถูกต้องเหมาะสมแก่ผู้บริโภค สามารถสร้างลูกเล่นในด้านของราคาสินค้าให้เหมาะสม และการจัดกลุ่มสินค้าที่ขายด้วยกันได้อย่างลงตัว (cross sell)  สามารถวิเคราะห์มองหาโอกาส และความเป็นไปได้ต่าง ๆ ทั้งยังนำมาเป็นตัวช่วยในการกำหนดทิศทางขององค์กรได้อย่างทันท่วงที นำเสนอโปรโมชั่นและปรับปรุงบริการให้โดนใจ และตอบโจทย์ผู้บริโภคอย่างแท้จริง ยิ่งไปกว่านั้น กรณีที่ลูกค้าไม่พอใจในสินค้าและ/หรือ บริการ ข้อมูลที่เป็นแบบแผนสามารถวิเคราะห์หาเหตุผลได้ว่า อะไรที่เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ลูกค้ามีความรู้สึกด้านลบ เพื่อปรับแก้อย่างตรงประเด็น และสานความสัมพันธ์กับลูกค้าในระยะยาวได้ เป็นที่แน่นอนว่า จะส่งผลให้ยอดขายเพิ่ม กำไรพอกพูน และธุรกิจเจริญเติบโตอย่างก้าวกระโดด

วิธีการนำ Big Data ไปใช้

  1. ต้องเริ่มจากการตั้งโจทย์ ว่ามองหาอะไรในธุรกิจ หรือต้องการนำผลจากข้อมูลเหล่านี้เพื่อเอาชนะปัญหาหรืออุปสรรคใดในธุรกิจที่เป็นอยู่
  2. เมื่อเห็นโจทย์แล้ว ก็จะนำไปสู่การหาแหล่งข้อมูลที่จะนำมาวิเคราะห์ เช่น ปริมาณผู้เข้าชมเว็บไซต์ แหล่งที่มาของผู้เข้าชม ยอดการสั่งซื้อสินค้า ช่วงเวลาของการสั่งซื้อสินค้า ข้อมูล Transaction การทำธุรกรรมต่าง ๆ ของลูกค้าที่จะเป็นข้อมูลรายละเอียดจำนวนผู้มีปฏิสัมพันธ์กับธุรกิจนั้น ๆ จาก social media เช่น ยอด like, ยอด share เป็นต้น
  3. จากนั้นก็ถึงเวลาใช้ Big Data เหล่านั้น โดยเครื่องมือที่ใช้ในการนำมาวิเคราะห์ Big Data อันได้แก่ Hadoop, MapReduce, Hive, NoSQL, Apache Spark และอื่น ๆ ในด้านบุคลากร ควรมีความรู้ ความสามารถและทักษะเกี่ยวกับการทำคลังข้อมูล (Data Warehouse), Data Mining, Data Science, ระบบธุรกิจอัจฉริยะ (Business Intelligence) รวมถึงความเข้าใจใน Machine Learning

อย่างไรก็ตาม การนำ Big Data มาใช้งานนั้น ยังต้องเผชิญกับความท้าทายในด้านของต้นทุนการดำเนินงาน การจัดระเบียบข้อมูลจำนวนมาก การคำนึงถึงความเป็นส่วนตัวของข้อมูล (Data Privacy) ขีดจำกัดด้านความรู้ความสามารถของทรัพยากรบุคคลในสาขานี้โดยเฉพาะอีกด้วย

 

ภัยร้าย Clickbait แฝงมากับความตื่นเต้น ล่อตาล่อใจ

ความอยากรู้อยากเห็น เป็นสัญชาตญาณของมนุษย์ และสิ่งนี้เป็นสิ่งสำคัญในการวิวัฒนาการของเผ่าพันธุ์มนุษยชาติ แต่เมื่อมันถูกนำมาใช้อย่างไม่ถูกต้องและไม่มีคุณธรรม จริยธรรม มันก็สามารถก่อเกิดความยุ่งเหยิงในสังคมและการอยู่ร่วมกันเช่นกัน

ในโลกยุคที่เทคโนโลยีพัฒนามากขึ้น ผู้คนสื่อสารกันมากขึ้นผ่านอินเตอร์เน็ต สมาร์ทโฟนแทบจะเป็นสิ่งแรกสำหรับผู้คนมากมายที่จะหยิบขึ้นมาดู ตั้งแต่ลืมตาตื่นอยู่บนที่นอน Social Media ต่าง ๆ เป็นช่องทางอันดับต้น ๆ ในการแบ่งปันข้อมูลข่าวสาร ทั้งข้อเท็จจริง อารมณ์ ความรู้สึก ความต้องการต่าง ๆ ต่อทั้งครอบครัว เพื่อน คนใกล้ชิด หรือแม้กระทั่งคนที่รู้จักกันเพียงโลกออนไลน์ก็ตาม

ดังนั้น การเชื่อมถึงกันนี้เอง ที่ทำให้บริษัทร้านค้าต่าง ๆ ลงทุนการโฆษณาผ่านช่องทางออนไลน์เหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นเว็บไซต์ต่าง ๆ Social media ในหลาย ๆ Channels เพื่อดึงดูดลูกค้าให้เข้ามาดูผลิตภัณฑ์สินค้าของตนเองให้มากขึ้น ทั้งยังต้องใช้สารพัดวิธีในการแย่งชิงผู้ซื้อ และการแข่งขันทางการค้าที่สูงขึ้นในแทบทุกอุตสาหกรรม

หนึ่งในวิธีที่ถูกใช้ในการดึงดูดผู้คนช่วงหลายปีที่ผ่านมา คือสิ่งที่เรียกว่า clickbait แปลตรงตัว ก็คือ การล่อให้คลิก นั่นเอง Clickbait เป็นการใช้คำโปรยดึงดูดใจ ที่ทำให้ดูชวนสงสัย หรือ รูปภาพที่น่าสนใจ ใคร่รู้ จนผู้ใช้งานอินเตอร์เน็ตคลิกเข้าไปอ่านเพื่อไขข้อข้องใจ ทั้งที่เนื้อข่าวไม่ได้ตรงตามหัวข้อข่าวเลย หรือไม่มีข้อเท็จจริงใด ๆ อยู่เลยก็ได้ แต่การพาดหัวข่าวนั้นทำให้ผู้คนหลงกล และคลิกเข้าไป ทั้งนี้เพียงเพื่อเพิ่มยอดคลิกให้กับเว็บไซต์ปลายทาง เพราะเว็บไซต์ปลายทางจะมีรายได้จากจำนวนยอดคลิก ที่เรียกว่า “CTR-Click Through Rate” ที่เข้าชมหน้าเพจที่มีโฆษณาแปะอยู่ และจะมีรายได้มากขึ้นไปอีกจากการคลิกแบนเนอร์โฆษณาในเว็บไซต์เหล่านั้น เรียกว่า เป็นการล่อลวงเป็นทอด ๆ ไป

Clickbait ช่วงแรก ๆ อาจเริ่มจากเพียงการขโมยข่าวจากแหล่งอื่น ๆ การกระทำเช่นนี้ ก็ถือว่าผิดจริยธรรมและจรรยาบรรณมากแล้ว แต่ปัจจุบันได้พัฒนาไปจนถึงขั้นสร้างข่าวปลอมขึ้นมา อ้างชื่อบุคคลมีชื่อเสียง ดาราคนนั้นคนนี้ พร้อมเรื่องรุนแรง น่าตกใจ อาทิ เจ็บป่วยเข้าโรงพยาบาล ตั้งท้อง หรือแม้กระทั่งเสียชีวิต พร้อมใช้รูปภาพที่ไม่เกี่ยวข้องมาอ้างอิง วิธีเหล่านี้ เรียกคนอ่านได้มากก็จริง แต่ผลที่ตามมา คือภาพลักษณ์ที่แย่และไม่สามารถเรียกความน่าเชื่อถือคืนมาได้อีก

3 วิธีรับมือไม่ให้ตกเป็นเหยื่อ

ถ้าผู้ใช้งานอินเตอร์เน็ตไม่อยากตกเป็นเหยื่อ ควรระวังตัวอย่างไร

  1. ตั้งสติ อะไรก็ตามที่มันมากเกินไป แปลว่า เราควรจะระวัง ดังนั้น พวกคำล่อลอง เช่น ตะลึง!! ไม่น่าเชื่อ!! แล้วคุณจะคาดไม่ถึง!! ผู้อ่านควรต้องใช้วิจารณญาณเพิ่มขึ้น อย่าหลงเชื่อไปกับข่าวในทันที
  2. ถ้าพลาดจากข้อแรก หรือกดเข้าไปอ่านแล้ว อย่าเพิ่มความเซ็งให้คนอื่น ฉะนั้น อย่าแชร์ อย่าต้องให้เพื่อนเราต้องเป็นเหยื่อไปด้วยเลย
  3. รายงานเจ้าของเว็บไซต์ เพื่อป้องกัน และหยุดยั้ง การแพร่กระจายของเนื้อหาอันไม่เป็นจริง

ดังนั้นในฐานะผู้เสพสื่อ ต้องใช้วิจารณญาณในการเสพ ไม่ตกเป็นเหยื่อ ตื่นตูมไปกับข่าวพวกนั้นง่าย ๆ ไม่แชร์ ไม่รีโพส โดยขาดสติ ขาดการไตร่ตรอง แค่นี้ก็จะไม่ตกเป็นเหยื่อของวิธีนี้แล้ว

อาชีพใหม่คนออนไลน์ กับการเป็น Youtuber

โลกยุคใหม่กับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไป ส่งผลให้พฤติกรรมของผู้คน ความต้องการ และลักษณะการใช้ชีวิตต่างไปจากเดิม การสื่อสารที่ก้าวข้ามขีดจำกัดมากมาย ความใกล้ชิด เข้าถึงกันที่ง่ายขึ้นจากโลกของ social media และสื่อต่าง ๆ การเสพสื่อในรูปแบบใหม่ จึงสรรค์สร้างอาชีพใหม่ ๆ ขึ้นมาด้วย

หนึ่งอาชีพที่น่าสนใจในยุคนี้ ก็คือ Youtuber ว่าแต่ มันคืออะไร ง่าย ๆ Youtuber ก็คือ “ผู้ที่สร้าง content แล้วอับโหลดวิดีโอลงเว็บไซต์ Youtube.com เพื่อแสวงหาผลกำไร” โดยรายได้จะมาจากค่าโฆษณา หรือสปอนเซอร์ต่าง ๆ การจะเป็น Youtuber นั้น จะว่าง่ายก็ง่าย จะว่ายากก็ยาก การจะประสบความสำเร็จในสิ่งใดสิ่งหนึ่งนั้น ต้องอาศัยความสนใจ ความพยายาม การเรียนรู้ และความอดทน การเป็น Youtuber ก็เช่นกัน

เริ่มต้นอาชีพ Youtuber

หากเราสามารถใช้ความสามารถ หรือความสนใจในเรื่องใดเรื่องหนึ่งเป็นพิเศษ สร้างเป็นอาชีพเลี้ยงชีวิตให้กับตนเองได้ คงจะดีไม่น้อยเลยทีเดียว ด้วยเทคโนโลยีปัจจุบัน ความฝันนั้นไม่ไกลเกินเอื้อมอีกต่อไป

การเป็น Youtuber เป็นการเติมเต็มความฝันนั้นได้ไม่มากก็น้อย การแชร์ประสบการณ์ หรือ บอกเล่าเรื่องราวต่าง ๆ โดยการผลิตเป็นวีดีโอ เพื่อแบ่งปันกับกลุ่มคนที่มีความชอบและความสนใจในเรื่องเดียวกัน แลกเปลี่ยนความคิด และพัฒนาความรู้ความสามารถต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งร่วมกัน และที่สำคัญ วีดีโอเหล่านั้นสามารถสร้างรายได้ให้กับตัวเองได้ด้วย

ก่อนอื่น เริ่มจากการสร้างผลิตภัณฑ์กันก่อน จะเป็น Youtuber เรื่องอะไร และอยากทำเนื้อหา content เป็นยังไง เมื่อได้เนื้อเรื่องแล้ว สิ่งต่อไป ก็คือ ลงมือทำ

วีดีโอ คือ สื่อที่ประกอบด้วยภาพและเสียง อุปกรณ์ก็ตรงไปตรงมาเลย นั่นคือ กล้องที่บันทึกวีดีโอได้ เพื่อใช้ในการถ่ายวิดีโอ จะเป็นกล้องโทรศัพท์ กล้องถ่ายภาพ โดยกล้องนั้นจะราคาถูกหรือราคาแพงอะไรก็ได้ ต่อด้วย อุปกรณ์สำหรับบันทึกเสียง เช่น ไมโครโฟน เครื่องอัดเสียง หากต้องการควบคุมคุณภาพของเสียง และที่สำคัญที่สุด คือ โปรแกรมตัดต่อวีดีโอ อันนี้เป็นเครื่องมือทำมาหากินเลย บางวีดีโอความยาวเฉลี่ยที่ 8-10 นาที อาจต้องใช้เวลาในการศึกษาเตรียมเนื้อหา 9 – 10 ชั่วโมง หรือมากกว่านั้นแล้วแต่ความซับซ้อนของเนื้อหา นี่ยังไม่รวมเวลาอีก 4-5 ชั่วโมงในการตัดต่อเพื่อให้วีดีโอที่ออกมามีความต่อเนื่อง เล่าเรื่องราวอย่างน่าติดตามและมีคุณภาพ

ว่าแต่ รายได้มาจากไหนล่ะ

ยอดวิว (view) และ ยอดผู้ติดตาม (subscribe) เป็นส่วนสำคัญในการสร้างเม็ดเงินให้กับ Youtuber หากฐานกลุ่มคนที่ติดตามชมผลงานของเรา แฟนคลับที่ชอบเรื่องเดียวกับเรามีมากขึ้น channel ของเหล่า Youtuber ก็จะโด่งดังยิ่งขึ้น จินตนาการง่าย ๆ เหมือนวงการโทรทัศน์นั่นแหละ ถ้ารายการมีคนติดตามเยอะ บริษัทสินค้าต่าง ๆ ก็อยากจะมาลงโฆษณาด้วย เพราะนั่นหมายถึง โอกาสที่จะได้รับความสนใจจากผู้รับชม เงินค่าโฆษณาเหล่านั้น ก็วนตกกลับมาที่ Youtuber เจ้าของ channel นั่นเอง

สปอนเซอร์ เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่เหล่า Youtuber ปรารถนา เพราะนั่นหมายถึงการได้รับการยอมรับจากแบรนด์เหล่านั้น ว่าช่องของเรานั้นมีคุณสมบัติมากพอที่จะช่วยแนะนำสินค้าหรือบริการของเขา และนั่นก็เป็นแหล่งรายได้ที่ดีอีกทางหนึ่ง