รถยนต์ไร้คนขับ กับสังคมไทยในปัจจุบัน น่าสนใจแค่ไหน?

ภาพยนตร์เรื่องดังหลายเรื่องที่มักจะชวนฝันกับนวัตกรรมในโลกยุดหน้า ความไฮเทคอย่างหนึ่งที่น่าตื่นตาตื่นใจมาตลอดก็คือ ยานยนต์อัตโนมัติ ความฝันเหล่านั้นค่อย ๆ พัฒนาให้เกิดขึ้นจริงอย่างต่อเนื่องเรื่อยมา

รถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติ (Self-Driving Car) หรือ รถยนต์ไร้คนขับ (Driverless Car) เป็นการใช้เทคโนโลยีใหม่ ๆ อาทิ เซ็นเซอร์หลัก ๆ 3 ชนิด คือกล้อง คลื่นอัลตร้าซาวด์ และเรดาร์ เพื่อที่จะรับรู้สภาพแวดล้อมรอบด้าน โดยการทำงานร่วมกันของเซ็นเซอร์ทั้ง 3 ใช้ในการตรวจหาตำแหน่ง แยกแยะ และคำนวนเพื่อประเมินระยะห่างของวัตถุโดยรอบ เพื่อหลบเลี่ยงสิ่งกีดขวางต่าง ๆ รถยนต์คันอื่น ๆ หรือแม้แต่คนที่เดินข้ามถนน รวมไปถึงสภาพถนนอีกด้วย

การพัฒนาการสร้างระบบแผนที่ ที่ไม่ใช่เพียงแค่แผนที่ แต่มีความซับซ้อนเสมือนจริงนั้น จะช่วยให้ระบบอัตโนมัติแยกแยะความแตกต่าง ระหว่างรูปภาพกับวัตถุจริง ๆ แต่รวมไปถึงตำแหน่งของไฟจราจร การปรับเปลี่ยนของไฟจราจร (เขียว, แดง, เหลือง) ความสูงของไฟจราจร ตำแหน่งทางม้าลาย ป้ายสัญญาณหยุด ระยะความกว้างของเลนถนน ระยะถนนกับทางเดินเท้า  เส้นที่ตีบนถนน (สีขาว, สีเหลือง) และ Artificial intelligence เพื่อให้รถขับเคลื่อนด้วยตัวเอง เชื่อมต่อระบบต่าง ๆ เหล่านี้เข้าไปยังระบบออนบอร์ดอิเล็กทรอนิกส์ สื่อสารด้วยเครือข่ายการเชื่อมโยงแบบไร้สายไปยังผู้ผลิต และผู้ให้บริการบุคคลที่สาม ในการเข้ามาจัดการแก้ไข และให้บริการในกรณีต่าง ๆ

ข้อดีของรถยนต์ไร้คนขับ

  1. ยกระดับความปลอดภัย เพราะรถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติมีระบบการตรวจจับความเคลื่อนไหว ทำให้สามารถรับรู้และตอบสนองต่อสภาพภายนอกได้อย่างรวดเร็ว ช่วยลดอุบัติเหตุและความผิดพลาดจากคนขับ อาทิ ความสามารถในการขับขี่ สภาพร่างกายไม่สมบูรณ์จากอาการเจ็บป่วย สติสัมปชัญญะไม่เต็มที่ไม่ว่าจะพักผ่อนไม่เพียงพอ หรือดื่มแอลกอฮอล์ก็ตามที
  2. ยกระดับความสะดวกสบาย และเวลาที่เพิ่มมากขึ้นสำหรับผู้ขับขี่ เพื่อผู้ขับขี่สามารถนำเวลาในการเดินทางไปทำอย่างอื่นได้อย่างเต็มที่
  3. สภาพการจราจรบนท้องถนนที่ดีขึ้น เนื่องจากรถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติจะไม่มีการขับฉวัดเฉวียน ปาดซ้าย ปาดขวา ฝ่าไฟแดง แทรกเลน เลี้ยวกระทันหัน ไม่เกิดการฝ่าฝืนกฎจราจร จอดทุกครั้งเมื่อถึงไฟแดง มีทางม้าลายก็ต้องหยุดให้คนข้ามก่อนเสมอ และไม่ทำพฤติกรรมอันไม่พึงประสงค์อื่น ๆ

ข้อเสียของรถยนต์ไร้คนขับ

  1. อันตรายในกรณีที่เทคโนโลยีถูกแฮก โดยแฮกเกอร์อาจจะทำการรีโมทเข้ามาที่รถและสั่งการให้ระบบ Compromise เพื่อที่แฮกเกอร์สามารถขโมยข้อมูลด้านการค้าและข้อมูลส่วนตัว หรือ ปรับแต่งชุดคำสั่งของระบบควบคุมการทำงานของเครื่องยนต์ที่ส่งผลกับความปลอดภัยด้านกายภาพของคน หรือทำให้เครื่องยนต์มีความผิดพลาดด้วยเช่นกัน
  2. อัตราการว่างงานสำหรับบางอาชีพ อาทิ คนขับรถ หรือ แท็กซี่ รถเมล์ รถโดยสารต่าง ๆ รวมถึงตำรวจจราจรก็เช่นกัน
  3. ความลำบากในช่วงต้น ในกรณีที่รถยนต์อัตโนมัติไร้คนขับใช้ถนนร่วมกันกับรถยนต์ที่ผู้ขับขี่ปกติ รวมถึงค่าใช้จ่ายและต้นทุนในการผลิตที่ค่อนข้างสูงอีกด้วย ยิ่งไปกว่านั้น ค่าบำรุงรักษา การเปลี่ยนอะไหล่รถยนต์จะซับซ้อน ต้องมีช่างผู้ชำนาญเฉพาะทางเป็นผู้ดูแล

ทุกอย่างในโลกย่อมก่อผลดีและผลเสียได้ทั้งนั้น การศึกษาที่เพิ่มขึ้นและการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เป็นการสร้างความหวังว่า จะสามารถลดทอนผลในด้านลบให้มากที่สุด คงต้องรอดูกันต่อไปว่าช่วงการเปลี่ยนถ่ายเข้าสู่โลกแห่งนวัตกรรมใหม่ ๆ ที่ต่างไปจากปัจจุบันในหลาย ๆ ด้านนี้ จะไปสู่จุดที่ทุกคนคาดหวังเมื่อไหร่กัน

 

Big Data นั้นสำคัญไฉน กับธุรกิจของคุณในยุค 4.0

โลกใบนี้ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล ยิ่งเทคโนโลยีสมัยนี้ทำให้ผู้คนสามารถเข้าถึงข้อมูลต่าง ๆ และนำมาประยุกต์ใช้ หรือประกอบการตัดสินใจได้ง่ายยิ่งขึ้น หากข้อมูลเหล่านั้นถูกนำมาวิเคราะห์ กลั่นกรอง เรียบเรียง ด้วยเครื่องมือที่เหมาะสม จะทำให้การประมวลผลข้อมูลเหล่านั้นเป็นไปอย่างมีระเบียบ มี pattern ในการสร้างความสัมพันธ์เชิงลึกของข้อมูล เพื่อความเข้าใจในรูปแบบพฤติกรรมของผู้บริโภคที่มีความซับซ้อนมากขึ้นได้

ข้อมูลยิ่งมาก ยิ่งทำให้ผลการวิเคราะห์แม่นยำยิ่งขึ้น ข้อมูลมาก ๆ นี่เองที่ถูกเรียกว่า Big Data โดย Big Data นี้เป็นข้อมูลดิบ อาทิ ข้อความในโซเชียลมีเดีย ข้อมูลพฤติกรรมการเข้าชมสินค้า ข้อมูลการให้คะแนนความพีงพอใจ ข้อความเสียง ภาพถ่าย และวีดีโอต่าง ๆ และอื่น ๆ อีกมากมาย

การประกอบธุรกิจต่าง ๆ นั้น หากนำ Big Data มาใช้ในการวิเคราะห์ความต้องการและพฤติกรรมการซื้อสินค้าของผู้บริโภค ทำความเข้าใจสภาพตลาด จะทำให้การวางแผนกลยุทธ์ได้ถูกต้องเหมาะสมแก่ผู้บริโภค สามารถสร้างลูกเล่นในด้านของราคาสินค้าให้เหมาะสม และการจัดกลุ่มสินค้าที่ขายด้วยกันได้อย่างลงตัว (cross sell)  สามารถวิเคราะห์มองหาโอกาส และความเป็นไปได้ต่าง ๆ ทั้งยังนำมาเป็นตัวช่วยในการกำหนดทิศทางขององค์กรได้อย่างทันท่วงที นำเสนอโปรโมชั่นและปรับปรุงบริการให้โดนใจ และตอบโจทย์ผู้บริโภคอย่างแท้จริง ยิ่งไปกว่านั้น กรณีที่ลูกค้าไม่พอใจในสินค้าและ/หรือ บริการ ข้อมูลที่เป็นแบบแผนสามารถวิเคราะห์หาเหตุผลได้ว่า อะไรที่เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ลูกค้ามีความรู้สึกด้านลบ เพื่อปรับแก้อย่างตรงประเด็น และสานความสัมพันธ์กับลูกค้าในระยะยาวได้ เป็นที่แน่นอนว่า จะส่งผลให้ยอดขายเพิ่ม กำไรพอกพูน และธุรกิจเจริญเติบโตอย่างก้าวกระโดด

วิธีการนำ Big Data ไปใช้

  1. ต้องเริ่มจากการตั้งโจทย์ ว่ามองหาอะไรในธุรกิจ หรือต้องการนำผลจากข้อมูลเหล่านี้เพื่อเอาชนะปัญหาหรืออุปสรรคใดในธุรกิจที่เป็นอยู่
  2. เมื่อเห็นโจทย์แล้ว ก็จะนำไปสู่การหาแหล่งข้อมูลที่จะนำมาวิเคราะห์ เช่น ปริมาณผู้เข้าชมเว็บไซต์ แหล่งที่มาของผู้เข้าชม ยอดการสั่งซื้อสินค้า ช่วงเวลาของการสั่งซื้อสินค้า ข้อมูล Transaction การทำธุรกรรมต่าง ๆ ของลูกค้าที่จะเป็นข้อมูลรายละเอียดจำนวนผู้มีปฏิสัมพันธ์กับธุรกิจนั้น ๆ จาก social media เช่น ยอด like, ยอด share เป็นต้น
  3. จากนั้นก็ถึงเวลาใช้ Big Data เหล่านั้น โดยเครื่องมือที่ใช้ในการนำมาวิเคราะห์ Big Data อันได้แก่ Hadoop, MapReduce, Hive, NoSQL, Apache Spark และอื่น ๆ ในด้านบุคลากร ควรมีความรู้ ความสามารถและทักษะเกี่ยวกับการทำคลังข้อมูล (Data Warehouse), Data Mining, Data Science, ระบบธุรกิจอัจฉริยะ (Business Intelligence) รวมถึงความเข้าใจใน Machine Learning

อย่างไรก็ตาม การนำ Big Data มาใช้งานนั้น ยังต้องเผชิญกับความท้าทายในด้านของต้นทุนการดำเนินงาน การจัดระเบียบข้อมูลจำนวนมาก การคำนึงถึงความเป็นส่วนตัวของข้อมูล (Data Privacy) ขีดจำกัดด้านความรู้ความสามารถของทรัพยากรบุคคลในสาขานี้โดยเฉพาะอีกด้วย

 

ภัยร้าย Clickbait แฝงมากับความตื่นเต้น ล่อตาล่อใจ

ความอยากรู้อยากเห็น เป็นสัญชาตญาณของมนุษย์ และสิ่งนี้เป็นสิ่งสำคัญในการวิวัฒนาการของเผ่าพันธุ์มนุษยชาติ แต่เมื่อมันถูกนำมาใช้อย่างไม่ถูกต้องและไม่มีคุณธรรม จริยธรรม มันก็สามารถก่อเกิดความยุ่งเหยิงในสังคมและการอยู่ร่วมกันเช่นกัน

ในโลกยุคที่เทคโนโลยีพัฒนามากขึ้น ผู้คนสื่อสารกันมากขึ้นผ่านอินเตอร์เน็ต สมาร์ทโฟนแทบจะเป็นสิ่งแรกสำหรับผู้คนมากมายที่จะหยิบขึ้นมาดู ตั้งแต่ลืมตาตื่นอยู่บนที่นอน Social Media ต่าง ๆ เป็นช่องทางอันดับต้น ๆ ในการแบ่งปันข้อมูลข่าวสาร ทั้งข้อเท็จจริง อารมณ์ ความรู้สึก ความต้องการต่าง ๆ ต่อทั้งครอบครัว เพื่อน คนใกล้ชิด หรือแม้กระทั่งคนที่รู้จักกันเพียงโลกออนไลน์ก็ตาม

ดังนั้น การเชื่อมถึงกันนี้เอง ที่ทำให้บริษัทร้านค้าต่าง ๆ ลงทุนการโฆษณาผ่านช่องทางออนไลน์เหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นเว็บไซต์ต่าง ๆ Social media ในหลาย ๆ Channels เพื่อดึงดูดลูกค้าให้เข้ามาดูผลิตภัณฑ์สินค้าของตนเองให้มากขึ้น ทั้งยังต้องใช้สารพัดวิธีในการแย่งชิงผู้ซื้อ และการแข่งขันทางการค้าที่สูงขึ้นในแทบทุกอุตสาหกรรม

หนึ่งในวิธีที่ถูกใช้ในการดึงดูดผู้คนช่วงหลายปีที่ผ่านมา คือสิ่งที่เรียกว่า clickbait แปลตรงตัว ก็คือ การล่อให้คลิก นั่นเอง Clickbait เป็นการใช้คำโปรยดึงดูดใจ ที่ทำให้ดูชวนสงสัย หรือ รูปภาพที่น่าสนใจ ใคร่รู้ จนผู้ใช้งานอินเตอร์เน็ตคลิกเข้าไปอ่านเพื่อไขข้อข้องใจ ทั้งที่เนื้อข่าวไม่ได้ตรงตามหัวข้อข่าวเลย หรือไม่มีข้อเท็จจริงใด ๆ อยู่เลยก็ได้ แต่การพาดหัวข่าวนั้นทำให้ผู้คนหลงกล และคลิกเข้าไป ทั้งนี้เพียงเพื่อเพิ่มยอดคลิกให้กับเว็บไซต์ปลายทาง เพราะเว็บไซต์ปลายทางจะมีรายได้จากจำนวนยอดคลิก ที่เรียกว่า “CTR-Click Through Rate” ที่เข้าชมหน้าเพจที่มีโฆษณาแปะอยู่ และจะมีรายได้มากขึ้นไปอีกจากการคลิกแบนเนอร์โฆษณาในเว็บไซต์เหล่านั้น เรียกว่า เป็นการล่อลวงเป็นทอด ๆ ไป

Clickbait ช่วงแรก ๆ อาจเริ่มจากเพียงการขโมยข่าวจากแหล่งอื่น ๆ การกระทำเช่นนี้ ก็ถือว่าผิดจริยธรรมและจรรยาบรรณมากแล้ว แต่ปัจจุบันได้พัฒนาไปจนถึงขั้นสร้างข่าวปลอมขึ้นมา อ้างชื่อบุคคลมีชื่อเสียง ดาราคนนั้นคนนี้ พร้อมเรื่องรุนแรง น่าตกใจ อาทิ เจ็บป่วยเข้าโรงพยาบาล ตั้งท้อง หรือแม้กระทั่งเสียชีวิต พร้อมใช้รูปภาพที่ไม่เกี่ยวข้องมาอ้างอิง วิธีเหล่านี้ เรียกคนอ่านได้มากก็จริง แต่ผลที่ตามมา คือภาพลักษณ์ที่แย่และไม่สามารถเรียกความน่าเชื่อถือคืนมาได้อีก

3 วิธีรับมือไม่ให้ตกเป็นเหยื่อ

ถ้าผู้ใช้งานอินเตอร์เน็ตไม่อยากตกเป็นเหยื่อ ควรระวังตัวอย่างไร

  1. ตั้งสติ อะไรก็ตามที่มันมากเกินไป แปลว่า เราควรจะระวัง ดังนั้น พวกคำล่อลอง เช่น ตะลึง!! ไม่น่าเชื่อ!! แล้วคุณจะคาดไม่ถึง!! ผู้อ่านควรต้องใช้วิจารณญาณเพิ่มขึ้น อย่าหลงเชื่อไปกับข่าวในทันที
  2. ถ้าพลาดจากข้อแรก หรือกดเข้าไปอ่านแล้ว อย่าเพิ่มความเซ็งให้คนอื่น ฉะนั้น อย่าแชร์ อย่าต้องให้เพื่อนเราต้องเป็นเหยื่อไปด้วยเลย
  3. รายงานเจ้าของเว็บไซต์ เพื่อป้องกัน และหยุดยั้ง การแพร่กระจายของเนื้อหาอันไม่เป็นจริง

ดังนั้นในฐานะผู้เสพสื่อ ต้องใช้วิจารณญาณในการเสพ ไม่ตกเป็นเหยื่อ ตื่นตูมไปกับข่าวพวกนั้นง่าย ๆ ไม่แชร์ ไม่รีโพส โดยขาดสติ ขาดการไตร่ตรอง แค่นี้ก็จะไม่ตกเป็นเหยื่อของวิธีนี้แล้ว

อาชีพใหม่คนออนไลน์ กับการเป็น Youtuber

โลกยุคใหม่กับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไป ส่งผลให้พฤติกรรมของผู้คน ความต้องการ และลักษณะการใช้ชีวิตต่างไปจากเดิม การสื่อสารที่ก้าวข้ามขีดจำกัดมากมาย ความใกล้ชิด เข้าถึงกันที่ง่ายขึ้นจากโลกของ social media และสื่อต่าง ๆ การเสพสื่อในรูปแบบใหม่ จึงสรรค์สร้างอาชีพใหม่ ๆ ขึ้นมาด้วย

หนึ่งอาชีพที่น่าสนใจในยุคนี้ ก็คือ Youtuber ว่าแต่ มันคืออะไร ง่าย ๆ Youtuber ก็คือ “ผู้ที่สร้าง content แล้วอับโหลดวิดีโอลงเว็บไซต์ Youtube.com เพื่อแสวงหาผลกำไร” โดยรายได้จะมาจากค่าโฆษณา หรือสปอนเซอร์ต่าง ๆ การจะเป็น Youtuber นั้น จะว่าง่ายก็ง่าย จะว่ายากก็ยาก การจะประสบความสำเร็จในสิ่งใดสิ่งหนึ่งนั้น ต้องอาศัยความสนใจ ความพยายาม การเรียนรู้ และความอดทน การเป็น Youtuber ก็เช่นกัน

เริ่มต้นอาชีพ Youtuber

หากเราสามารถใช้ความสามารถ หรือความสนใจในเรื่องใดเรื่องหนึ่งเป็นพิเศษ สร้างเป็นอาชีพเลี้ยงชีวิตให้กับตนเองได้ คงจะดีไม่น้อยเลยทีเดียว ด้วยเทคโนโลยีปัจจุบัน ความฝันนั้นไม่ไกลเกินเอื้อมอีกต่อไป

การเป็น Youtuber เป็นการเติมเต็มความฝันนั้นได้ไม่มากก็น้อย การแชร์ประสบการณ์ หรือ บอกเล่าเรื่องราวต่าง ๆ โดยการผลิตเป็นวีดีโอ เพื่อแบ่งปันกับกลุ่มคนที่มีความชอบและความสนใจในเรื่องเดียวกัน แลกเปลี่ยนความคิด และพัฒนาความรู้ความสามารถต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งร่วมกัน และที่สำคัญ วีดีโอเหล่านั้นสามารถสร้างรายได้ให้กับตัวเองได้ด้วย

ก่อนอื่น เริ่มจากการสร้างผลิตภัณฑ์กันก่อน จะเป็น Youtuber เรื่องอะไร และอยากทำเนื้อหา content เป็นยังไง เมื่อได้เนื้อเรื่องแล้ว สิ่งต่อไป ก็คือ ลงมือทำ

วีดีโอ คือ สื่อที่ประกอบด้วยภาพและเสียง อุปกรณ์ก็ตรงไปตรงมาเลย นั่นคือ กล้องที่บันทึกวีดีโอได้ เพื่อใช้ในการถ่ายวิดีโอ จะเป็นกล้องโทรศัพท์ กล้องถ่ายภาพ โดยกล้องนั้นจะราคาถูกหรือราคาแพงอะไรก็ได้ ต่อด้วย อุปกรณ์สำหรับบันทึกเสียง เช่น ไมโครโฟน เครื่องอัดเสียง หากต้องการควบคุมคุณภาพของเสียง และที่สำคัญที่สุด คือ โปรแกรมตัดต่อวีดีโอ อันนี้เป็นเครื่องมือทำมาหากินเลย บางวีดีโอความยาวเฉลี่ยที่ 8-10 นาที อาจต้องใช้เวลาในการศึกษาเตรียมเนื้อหา 9 – 10 ชั่วโมง หรือมากกว่านั้นแล้วแต่ความซับซ้อนของเนื้อหา นี่ยังไม่รวมเวลาอีก 4-5 ชั่วโมงในการตัดต่อเพื่อให้วีดีโอที่ออกมามีความต่อเนื่อง เล่าเรื่องราวอย่างน่าติดตามและมีคุณภาพ

ว่าแต่ รายได้มาจากไหนล่ะ

ยอดวิว (view) และ ยอดผู้ติดตาม (subscribe) เป็นส่วนสำคัญในการสร้างเม็ดเงินให้กับ Youtuber หากฐานกลุ่มคนที่ติดตามชมผลงานของเรา แฟนคลับที่ชอบเรื่องเดียวกับเรามีมากขึ้น channel ของเหล่า Youtuber ก็จะโด่งดังยิ่งขึ้น จินตนาการง่าย ๆ เหมือนวงการโทรทัศน์นั่นแหละ ถ้ารายการมีคนติดตามเยอะ บริษัทสินค้าต่าง ๆ ก็อยากจะมาลงโฆษณาด้วย เพราะนั่นหมายถึง โอกาสที่จะได้รับความสนใจจากผู้รับชม เงินค่าโฆษณาเหล่านั้น ก็วนตกกลับมาที่ Youtuber เจ้าของ channel นั่นเอง

สปอนเซอร์ เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่เหล่า Youtuber ปรารถนา เพราะนั่นหมายถึงการได้รับการยอมรับจากแบรนด์เหล่านั้น ว่าช่องของเรานั้นมีคุณสมบัติมากพอที่จะช่วยแนะนำสินค้าหรือบริการของเขา และนั่นก็เป็นแหล่งรายได้ที่ดีอีกทางหนึ่ง

 

รู้จักยัง FinTech ชื่อแปลกใหม่ ใครบ้างที่ยังไม่เคยได้ยิน

ในทุกยุคทุกสมัย คนเราก็รู้จักการแลกเปลี่ยน ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบของการแลกเปลี่ยนสินค้า ใช้เงินตรา เงินพดด้วง เหรียญ หรือในรูปแบบของธนบัตร เมื่อปี 1950 การจับจ่ายใช้สอย ก็พัฒนาไปจนเริ่มมีการนำ credit card มาใช้ จนกระทั่งต่อมา ในราว ๆ ปี 1980 ก็เริ่มมีการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้มากขึ้น จนก่อเกิดเป็น Online banking ล่าสุดก็เดินทางมาสู่ยุคของการนำ Financial และ Technology มารวมกันกลายเป็น FinTech (ฟินเทค) หรือ นวัตกรรมการเงินดิจิตอล โดยจะหมายถึงความต้องการในบริการทางการเงินต่าง ๆ อาทิ การรับส่ง การยืม การจ่ายเงินด้วยเทคโนโลยีที่เขย่าวงการเดิม ๆ จนสะท้านสะเทือนกันเลยทีเดียว

FinTech เช่นอะไรบ้าง

การบริการของฟินเทคนั้น มีในหลากหลายรูปแบบ อาทิ การซื้อขายหุ้นแบบ Zero Commission, การชำระเงินออนไลน์หรือ E-payment ที่นับว่ามีบทบาทสำคัญมากต่อ E-commerce, การลงทุนในส่วนของภาษี ประกัน และกองทุน, ระบบวิธีการระดมทุนผ่านระบบ Online หรือที่รู้จักกันในนามของ Crowd Funding, ระบบที่ปรึกษาการลงทุนอัตโนมัติ หรือที่เรียกกันว่า Robo-advisory system ที่ช่วยให้บริการในการจัดการทรัพย์สินต่าง ซึ่งมีความโปร่งใสในอัตราค่าบริการ และราคาถูกกว่าแบบเดิมเป็นอย่างมาก

ส่วนสำคัญของฟินเทคในการพัฒนาไปสู่ระบบที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น หลาย ๆ คนอาจจะเคยได้ยิน หรือรู้จักกับ Blockchain (บล็อกเชน) คำอธิบายสั้น ๆ ของ บล็อกเชน คือ รูปแบบการเก็บข้อมูล (Data structure) แบบหนึ่ง ที่ทำให้ข้อมูล Digital transaction ของแต่ละคนสามารถแชร์ไปยังทุก ๆ คนได้ เป็นเสมือนห่วงโซ่ (Chain) ที่ทำให้ block ของข้อมูลเชื่อมต่อไปยังทุก ๆ คนโดยระบุได้ว่าใครที่เป็นเจ้าของและมีสิทธิในข้อมูลนั้นจริง ๆ เมื่อบล็อกของข้อมูลได้ถูกบันทึกไว้ในห่วงโซ่ ดังนั้นการเข้าไปเปลี่ยนแปลงข้อมูล มันจะไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ อีกต่อไป เวลาที่มีใครต้องการจะเพิ่มข้อมูล ทุก ๆ คนในเครือข่ายซึ่งล้วนแต่มีสำเนาของบล็อกเชน ที่สามารถตรวจสอบย้อนกลับ โดย Transaction ใหม่นี้จะได้รับอนุญาตให้เปลี่ยนแปลง ก็ต่อเมื่อในเครือข่ายส่วนใหญ่เห็นด้วยว่ามันถูกต้อง จะเห็นว่า Blockchain ได้กลายเป็นเทคโนโลยีที่น่าเชื่อถือ และถูกนำไปประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรมอื่น ๆ อีกมากมาย

โมเดลบิทคอยน์ (Bitcoin) เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่นำเทคโนโลยีและความสามารถของบล็อกเชนมาใช้ เพื่อให้การซื้อขายสกุลเงินดิจิตอล (Digital currency) มีความปลอดภัย โดยการชำระเงินในระบบ Bitcoin นี้มีค่าธรรมเนียมที่ต่ำมาก

ยิ่งไปกว่านั้น การมาของ Startup หรือบริษัทสายเลือดใหม่สายเทคโนโลยีที่เข้ามามีส่วนในการปรับโฉมวงการการเงิน ที่ดำเนินการได้รวดเร็วกว่าบริษัทการเงินอย่างธนาคาร เริ่มต้น คิดค้น และลงมือทำด้วยเทคโนโลยีใหม่ ๆ ทำให้นวัตกรรรมทางการเงินเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว

การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมต้อนรับ FinTech
คนไทยคุ้นเคยกับการใช้เงินสด และไม่ได้รู้สึกว่าการพกเงินสดเป็นปัญหา อีกทั้งผู้นำด้านธนาคารส่วนใหญ่อาจยังไม่ต้องการที่จะเสี่ยงกับเทคโนโลยีที่พวกเขาไม่รู้จักดี หรือไม่เข้าใจ หลายคนอาจยังไม่พร้อมที่จะรับมือ อาจกลัวเทคโนโลยีที่มาจ่อหน้าประตูบ้านเราอย่างรวดเร็ว เรื่องเงินอาจะเป็นเรื่องยาก ซับซ้อน ไม่มั่นใจ ต้องปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ หรือสถาบันการเงิน สิ่งเหล่านี้ทำให้การเติบโตของฟินเทคในบ้านเราอาจยังไม่ทัดเทียมต่างชาติ แต่อย่างไรก็ตาม ฟินเทคนั้น ช่วยให้เราเข้าถึงข้อมูลต่าง ๆ ง่ายขึ้น ประหยัดมากขึ้น สะดวกรวดเร็วมากขึ้น ทั้งยังทำให้เราศึกษา ตรวจสอบข้อมูล การเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ได้ด้วยตนเอง

 

4 เทรนด์เทคโนโลยีในยุค 2018 ที่ต้องอัพเดตให้รู้ก่อนใคร

เทคโนโลยีเป็นอะไรที่หมุนแปลเปลี่ยนไปไวมาก ๆ เพราะมนุษย์มีความฉลาดล้ำที่จะคิดค้นและประดิษฐ์สิ่งต่าง ๆ มากมายขึ้นมา เพื่ออำนวยความสะดวกในการใช้ชีวิต และทำให้การใช้ชีวิตนั้นมีความง่ายดายมากยิ่งขึ้น

Continue reading

Google Classroom… เพราะการเรียนรู้ไม่มีวันสิ้นสุด

สวัสดีค่ะ วันนี้เราจะมาแนะนำแอปพลิเคชันหนึ่งจาก Google โดยบังเอิญ คือต้องบอกก่อนว่าเรากำลังเปิดใช้งาน Google Translate แต่ดั๊นนเหลือบตาไปเห็น Google Classroom และด้วยความที่เป็นคนชอบอะไรแบบนี้ เลยขอแว๊บเข้าไปดูเสียหน่อย

Continue reading

เกมส์ เทคโนโลยีเพื่อความสนุกสนานที่คนยุคนี้ขาดไม่ได้

หลายๆ คนมีความเชื่อว่าเกมส์ส่งผลเสียต่อผู้เล่น ไม่ว่าจะเป็นด้านการจัดการอารมณ์และการเข้าสังคมกับผู้อื่น แต่ในความเป็นจริงแล้วเกมส์ก็มีประโยชน์มากมายต่อผู้เล่น หากเราสามารถแบ่งเวลาในการเล่นได้อย่างถูกต้อง และไม่รบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน

Continue reading

5 เคล็ดลับการใช้มือถือแอนดรอยด์อย่างมีประสิทธิภาพ ที่มีไม่กี่คนเท่านั้นที่รู้

เดี๋ยวนี้ใครๆ ก็เป็นเจ้าของสมาร์ทโฟนกันได้ไม่ยาก เพราะเทคโนโลยีที่พัฒนามาให้ใช้งานได้ง่ายและสะดวกสบาย จึงทำให้ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับสมาร์ทโฟนมีราคาที่ถูกลง และในการเลือกใช้สมาร์ทโฟนนั้น มีหลายๆ คนที่ตัดสินใจเลืกใช้ระบบปฏิบัติการณ์ Android ที่สามารถใช้งานได้กว้างขวางมากยิ่งกว่า

Continue reading

ความแตกต่างระหว่าง Post และ Page ในการสร้างเว็บไซต์

สำหรับใครก็ตามที่อยู่ในวงการการสร้างเว็บไซต์หรือชอบเยี่ยมชมเว็บไซต์บ่อยๆ อาจจะสังเกตได้ถึงคำ 2 คำที่ออกเสียงคล้ายกัน และยังมีหน้าที่ที่คล้ายคลึงกัน นั่นก็คือคำว่า Post และ Page และอาจจะเกิดความสงสัยขึ้นมาว่าทั้ง 2 คำนี้มีความแตกต่างหรือไม่ เรามาดูคำตอบกันดีกว่า

Continue reading