IoT เทคโนโลยีเพื่อโลกใหม่ที่ดีขึ้นของมวลมนุษย์

ในโลกยุคดิจิตอลตอนนี้ หลายสิ่งหลายอย่างถูกสร้างสรรค์ขึ้นมาเพื่อพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของมนุษย์ ให้มีความสะดวกสบายและไม่หยุดอยู่กับที่ รวมไปถึงการพัฒนาสิ่งต่าง ๆ ที่เรามีกันอยู่แล้ว ให้มันกลายเป็นสิ่งที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นในหลาย ๆ ด้าน เช่น การทำงานหรือผลลัพธ์ที่ได้จากการใช้งาน เหล่านี้ล้วนสามารถถูกพัฒนาได้จากการใช้เทคโนโลยีในยุคดิจิตอลเข้ามาช่วย สังเกตได้จากสิ่งรอบตัวตอนนี้ ทุกอย่างคือเทคโนโลยีที่ถูกสร้างขึ้นมาใหม่ หรือถูกพัฒนาขึ้นมาทั้งนั้น รวมไปถึงระบบการทำงานต่าง ๆ ที่สามารถทำให้เรารู้สึกสะดวกสบายมากขึ้น ซึ่งทุกอย่างที่อยู่ในระบบนั้น ถูกเชื่อมต่อเข้าด้วยกันผ่านการใช้อินเตอร์เน็ตเป็นสื่อกลาง

หลายคนอาจจะเคยได้ยินชื่อตัวย่อย IoT มากันบ้างแล้ว ยิ่งเป็นคนที่อยู่ในวงการธุรกิจหรือไอทีด้วยแล้ว ยิ่งต้องรู้จักตัวย่อนี้เป็นอย่างดี IoT ย่อมาจากคำว่า Internet of Things แปลตรงตัวตามภาษาอังกฤษหมายความว่า อินเตอร์เน็ตของทุกสิ่ง แต่ความเป็นจริงแล้ว ความหมายที่แท้จริงของ IoT ก็คือ ระบบการเชื่อมต่อทุกสิ่งทุกอย่างเข้าด้วยกัน โดยการใช้อินเตอร์เน็ตเป็นสื่อกลางในการเชื่อมต่อ

อย่างที่เราทราบกันดีว่าอินเตอร์เน็ตคือสิ่งที่เรานำมาใช้ประโยชน์ได้มากมาย ไม่ว่าจะเป็นการใช้เว็บ browser เพื่อหาข้อมูลในอินเตอร์เน็ต หรือ แม้กระทั่งเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต เพื่อใช้งานโซเชียลมีเดียที่เราคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี ซึ่งหลักการของ IoT คือการใช้อินเตอร์เน็ตเป็นตัวกลางที่ จะคอยเชื่อมต่อทุกสิ่งเข้าด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นระบบการทำงานต่าง ๆ หรือ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เพื่อที่จะสามารถให้ทุกสิ่งเชื่อมต่อกันและสามารถทำงานไปร่วมกันได้อย่างลงตัว

ผลผลิตจาก IoT เทคโนโลยีอินเตอร์เน็ตล้ำสมัย

                IoT นั้นถือเป็นเทคโนโลยีที่เข้ามามีบทบาทมากมายในสังคมปัจจุบัน เนื่องจากยุคเทคโนโลยีในตอนนี้ ทุกสิ่งทุกอย่างถูกเปลี่ยนแปลงและพัฒนาให้ทันสมัยและใช้งานได้ดีขึ้น ซึ่งก็มีหลายคนหรือหลายองค์กรที่พยายามที่จะเริ่มนำ IoT เข้ามาปรับใช้จริง ให้เกิดความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น เช่น

  • สมาร์ทโฮม อีกหนึ่งผลงาน IoT ที่น่าจับตามองเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากบ้านหรือที่พักอาศัยนั้นเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับที่ทุกคนอยู่แล้ว การทำงานของสมาร์ทโฮมนั้น คือการใช้อินเตอร์เน็ตในการเชื่อมต่อของทุกสิ่งในบ้าน ไม่ว่าจะเป็น ประตู โทรทัศน์ ไฟ หรือ สัญญาณกันขโมย เราจะสามารถสั่งการและเข้าถึงอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทุกชิ้นในบ้านของเราให้ทำงานได้อย่างอัตโนมัติผ่านแอปพลิเคชันบนมือถือ
  • สมาร์ทวอทช์ ถือว่าเป็นอีกเทรนหนึ่งที่กำลังมาแรง เป็นเพราะมันสามารถตอบโจทย์กับ lifestyle ของคนในยุคนี้ได้เป็นอย่างดี ทำให้ชีวิตง่ายขึ้นและรวดเร็วขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ไม่ว่าจะเป็นใช้งานเพื่อการแจ้งเตือนการโทรออก การจับอัตราจังหวะการเต้นของหัวใจ หรือปฏิทินที่สามารถใส่การแจ้งเตือนลงไปได้ เพื่อคอยเตือนสิ่งต่าง ๆ ที่ต้องทำ
  • เครื่องตรวจสอบอากาศ เป็นเครื่องมือที่เริ่มเข้ามาเป็นที่นิยมในออฟฟิศ หรือสถานที่มีคนอยู่รวมกันเยอะ ๆ การที่มีคนจำนวนมากอยู่รวมกันในที่เดียว ทำให้มีปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์เกิดกว่าขีดจำกัด จากการหายใจออกของคนเรา จึงเป็นเหตุให้อากาศนั้นไม่บริสุทธิ์ เราจึงต้องใช้เครื่องตรวจสอบอากาศอัตโนมัติไว้เพื่อคอยตรวจสอบ และรายงานผลอากาศในบริเวณนั้น โดยระบบการทำงานจะเชื่อมต่อกับอินเตอร์เน็ต และสามารถตรวจสอบอากาศได้อย่างอัตโนมัติ และได้ข้อมูลที่เป็น real-time data อีกด้วย

นี่เป็นเพียงตัวอย่างส่วนน้อยของเทคโนโลยี IoT ที่เข้ามาเป็นอีกหนึ่งสิ่งสำคัญที่จะทำให้เทคโนโลยีหรือสิ่งต่าง ๆ นั้นถูกพัฒนาและเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้งานของมันได้มากขึ้น นอกจากนี้ยังมีการวางแผนที่จะใช้ IoT กับระบบหรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ อีกมากมายในทุก ๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านการแพทย์ การเกษตร หรือการศึกษา ซึ่งมันจะสามารถเกิดขึ้นและใช้งานได้จริงในอีกไม่ช้านี้

 

AR กับความสามารถจำลองสิ่งต่าง ๆ สู่ชีวิตประจำวัน

AR มาจาก Augmented Reality หรือนั่นก็คือ เทคโนโลยีเสมือนจริง โดยการรวมสภาพแวดล้อมจริง กับ วัตถุเสมือน ซึ่งอาจจะเป็น ภาพ เสียง วีดีโอ หรือข้อมูลดิจิตอล (Digital Contents) ต่าง ๆ ในช่วงเวลาเดียวกันเข้าด้วยกัน สร้างในลักษณะรูปแบบ 3 มิติ จำลองเข้าสู่โลกจริงผ่านกล้องและการประมวลผล ที่จะนำวัตถุมาทับซ้อนเข้าเป็นภาพเดียวกัน ทำให้เราสามารถมองผ่านกล้องและตอบสนองต่อโลกจำลองนั้นได้โดยตรง

วิธีการสร้างเทคโนโลยีเสมือนจริง คือ การวิเคราะห์ภาพ (Image Analysis) เพื่อค้นหา Marker จากภาพที่ได้จากกล้องแล้ว ค้นหาจากฐานข้อมูล (Marker Database) ที่มีการเก็บข้อมูลขนาดและรูปแบบของ Marker และนำมาวิเคราะห์รูปแบบของ Marker นั้น ขั้นตอนสุดท้าย คือการประมวลผลคำนวณค่าตำแหน่งเชิง 3 มิติจนได้ภาพเสมือนจริงนั่นเอง

การเกิดและเติบโตของเทคโนโลยีเช่น AR นั้นสามารถนำมาสร้างประโยชน์ได้ในหลากหลายอุตสาหกรรม อาทิ

บทบาทของ AR ต่อธุรกิจ

  • ใช้เป็นแบบจำลองด้านศิลปะ ไม่ว่าจะเป็น การสร้างภาพจำลองของบ้าน เพื่อค้นหาเลือกเฟ้น อุปกรณ์ตกแต่งบ้าน เครื่องเรือน ที่เหมาะสม และเป็นที่ต้องการจริง ๆ ก่อนตัดสินใจซื้อสินค้า
  • ใช้ในการด้านออกแบบสถานที่จัดงาน เพื่อเป็นแบบก่อนการจัดงานจริงว่า จะออกมาสวยและเป็นที่พึงพอใจต่อลูกค้าหรือไม่ ก่อนซื้อบริการต่าง ๆ
  • พิพิธภัณฑ์ หรือ หอศิลป์ต่าง ๆ ก็สามารถนำเทคโนโลยี AR มาใช้เพื่อสร้างประสบการณ์พิเศษเสมือนจริงให้กับผู้เข้าชมงานศิลป์ ทั้งยังเสริมจินตนาการในการเข้าใจเรื่องราวในอดีตสำหรับเนื้อหาในพิพิธภัณฑ์นั้น ๆ
  • ร้านค้า หรือ อุตสาหกรรมขนาดเล็ก ก็สามารถนำ AR มาสร้างแบบจำลองบนภาพจริง เพื่อเห็นผลลัพธ์ทันที ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับธุรกิจสินค้า จำพวก เสื้อผ้า รองเท้า หรือ แม้กระทั่งเครื่องสำอางค์ต่าง ๆ

บทบาทของ AR ด้านความบันเทิง

  • นำ AR มาใช้ในเกมต่าง ๆ ที่สามารถใส่ลูกเล่น เพิ่มฟีเจอร์ เพื่อให้ผู้เล่นมีปฏิสัมพันธ์ต่อเกมและเพื่อนร่วมเกม เพื่อความสนุกสนานที่มากขึ้น สมจริงมากขึ้น เกมที่โด่งดังในการนำ AR มามีส่วนก็คือ เกมPokemon Go ที่ใช้ในการค้นหาโปเกม่อนและการจับมัน นั่นเอง
  • นำมาใช้ในการสื่อสารทั่วไป ผู้คนในทุกวัย ทุกอายุ สื่อสารกันด้วยโปรแกรมแชทที่มีให้เลือกมากมาย หลากหลายกันเพิ่มขึ้น จุดเด่นหนึ่งของโปรแกรมแชทเหล่านั้นก็คือ การสื่อสารด้วยภาพ สติ๊กเกอร์ น่ารัก ๆ และตัวอย่างการนำ เทคโนโลยี AR กับ เทคโนโลยีระบบจดจำใบหน้ามาสรรสร้างฟีเจอร์Animoji เพื่อพูดคุยกับเหล่าเพื่อน ๆ ได้อย่างสนุกสนาน

บทบาทของ AR ด้านการศึกษา

  • AR สามารถนำมาทำเป็นสื่อและข้อมูล ที่ทำให้สามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติม ที่จะทำให้นักเรียนเข้าใจได้ง่ายขึ้น เช่น สัตว์โลกดึกดำบรรพ์ การจำลองสภาพแวดล้อมป่า ณ ขณะนั้น
  • สร้างแว่นตาอัจฉริยะ เพื่อใช้ในการศึกษาด้านการแพทย์ เรียนรู้กายวิภาคศาสตร์ รายละเอียดต่าง ๆ ตำแหน่งโครงสร้างอวัยวะมนุษย์ เพื่อความเข้าใจที่ง่ายขึ้น เรียนรู้ได้รวดเร็วขึ้น
  • อุตสาหกรรมการบิน เพื่อใช้ในการฝึกนักบิน โดยการแสดงผลผ่านจอภาพบนหมวกนักบิน แสดงเส้นทางการบิน แนวร่อนลงจอด หรือข้อมูลประกอบการบิน โดยที่นักบินไม่ต้องก้มไปมองที่แผงควบคุม หรือ แผงหน้าปัด

จะเห็นว่า เทคโนโลยีเสมือนจริงนั้น สามารถสร้างประโยชน์ได้มากมาย ต่อทั้งผู้ประกอบการธุรกิจ ลูกค้า นักเรียน นักศึกษาหรือบุคคลทั่วไป สิ่งเหล่านี้จะเข้ามาเติมเต็มชีวิตประจำวันของทุก ๆ คนอย่างละนิด อย่างละหน่อย แบบที่เราอาจจะลืมสังเกตุการเปลี่ยนแปลงเลยด้วยซ้ำ

ภัยร้าย Clickbait แฝงมากับความตื่นเต้น ล่อตาล่อใจ

ความอยากรู้อยากเห็น เป็นสัญชาตญาณของมนุษย์ และสิ่งนี้เป็นสิ่งสำคัญในการวิวัฒนาการของเผ่าพันธุ์มนุษยชาติ แต่เมื่อมันถูกนำมาใช้อย่างไม่ถูกต้องและไม่มีคุณธรรม จริยธรรม มันก็สามารถก่อเกิดความยุ่งเหยิงในสังคมและการอยู่ร่วมกันเช่นกัน

ในโลกยุคที่เทคโนโลยีพัฒนามากขึ้น ผู้คนสื่อสารกันมากขึ้นผ่านอินเตอร์เน็ต สมาร์ทโฟนแทบจะเป็นสิ่งแรกสำหรับผู้คนมากมายที่จะหยิบขึ้นมาดู ตั้งแต่ลืมตาตื่นอยู่บนที่นอน Social Media ต่าง ๆ เป็นช่องทางอันดับต้น ๆ ในการแบ่งปันข้อมูลข่าวสาร ทั้งข้อเท็จจริง อารมณ์ ความรู้สึก ความต้องการต่าง ๆ ต่อทั้งครอบครัว เพื่อน คนใกล้ชิด หรือแม้กระทั่งคนที่รู้จักกันเพียงโลกออนไลน์ก็ตาม

ดังนั้น การเชื่อมถึงกันนี้เอง ที่ทำให้บริษัทร้านค้าต่าง ๆ ลงทุนการโฆษณาผ่านช่องทางออนไลน์เหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นเว็บไซต์ต่าง ๆ Social media ในหลาย ๆ Channels เพื่อดึงดูดลูกค้าให้เข้ามาดูผลิตภัณฑ์สินค้าของตนเองให้มากขึ้น ทั้งยังต้องใช้สารพัดวิธีในการแย่งชิงผู้ซื้อ และการแข่งขันทางการค้าที่สูงขึ้นในแทบทุกอุตสาหกรรม

หนึ่งในวิธีที่ถูกใช้ในการดึงดูดผู้คนช่วงหลายปีที่ผ่านมา คือสิ่งที่เรียกว่า clickbait แปลตรงตัว ก็คือ การล่อให้คลิก นั่นเอง Clickbait เป็นการใช้คำโปรยดึงดูดใจ ที่ทำให้ดูชวนสงสัย หรือ รูปภาพที่น่าสนใจ ใคร่รู้ จนผู้ใช้งานอินเตอร์เน็ตคลิกเข้าไปอ่านเพื่อไขข้อข้องใจ ทั้งที่เนื้อข่าวไม่ได้ตรงตามหัวข้อข่าวเลย หรือไม่มีข้อเท็จจริงใด ๆ อยู่เลยก็ได้ แต่การพาดหัวข่าวนั้นทำให้ผู้คนหลงกล และคลิกเข้าไป ทั้งนี้เพียงเพื่อเพิ่มยอดคลิกให้กับเว็บไซต์ปลายทาง เพราะเว็บไซต์ปลายทางจะมีรายได้จากจำนวนยอดคลิก ที่เรียกว่า “CTR-Click Through Rate” ที่เข้าชมหน้าเพจที่มีโฆษณาแปะอยู่ และจะมีรายได้มากขึ้นไปอีกจากการคลิกแบนเนอร์โฆษณาในเว็บไซต์เหล่านั้น เรียกว่า เป็นการล่อลวงเป็นทอด ๆ ไป

Clickbait ช่วงแรก ๆ อาจเริ่มจากเพียงการขโมยข่าวจากแหล่งอื่น ๆ การกระทำเช่นนี้ ก็ถือว่าผิดจริยธรรมและจรรยาบรรณมากแล้ว แต่ปัจจุบันได้พัฒนาไปจนถึงขั้นสร้างข่าวปลอมขึ้นมา อ้างชื่อบุคคลมีชื่อเสียง ดาราคนนั้นคนนี้ พร้อมเรื่องรุนแรง น่าตกใจ อาทิ เจ็บป่วยเข้าโรงพยาบาล ตั้งท้อง หรือแม้กระทั่งเสียชีวิต พร้อมใช้รูปภาพที่ไม่เกี่ยวข้องมาอ้างอิง วิธีเหล่านี้ เรียกคนอ่านได้มากก็จริง แต่ผลที่ตามมา คือภาพลักษณ์ที่แย่และไม่สามารถเรียกความน่าเชื่อถือคืนมาได้อีก

3 วิธีรับมือไม่ให้ตกเป็นเหยื่อ

ถ้าผู้ใช้งานอินเตอร์เน็ตไม่อยากตกเป็นเหยื่อ ควรระวังตัวอย่างไร

  1. ตั้งสติ อะไรก็ตามที่มันมากเกินไป แปลว่า เราควรจะระวัง ดังนั้น พวกคำล่อลอง เช่น ตะลึง!! ไม่น่าเชื่อ!! แล้วคุณจะคาดไม่ถึง!! ผู้อ่านควรต้องใช้วิจารณญาณเพิ่มขึ้น อย่าหลงเชื่อไปกับข่าวในทันที
  2. ถ้าพลาดจากข้อแรก หรือกดเข้าไปอ่านแล้ว อย่าเพิ่มความเซ็งให้คนอื่น ฉะนั้น อย่าแชร์ อย่าต้องให้เพื่อนเราต้องเป็นเหยื่อไปด้วยเลย
  3. รายงานเจ้าของเว็บไซต์ เพื่อป้องกัน และหยุดยั้ง การแพร่กระจายของเนื้อหาอันไม่เป็นจริง

ดังนั้นในฐานะผู้เสพสื่อ ต้องใช้วิจารณญาณในการเสพ ไม่ตกเป็นเหยื่อ ตื่นตูมไปกับข่าวพวกนั้นง่าย ๆ ไม่แชร์ ไม่รีโพส โดยขาดสติ ขาดการไตร่ตรอง แค่นี้ก็จะไม่ตกเป็นเหยื่อของวิธีนี้แล้ว

4 เทรนด์เทคโนโลยีในยุค 2018 ที่ต้องอัพเดตให้รู้ก่อนใคร

เทคโนโลยีเป็นอะไรที่หมุนแปลเปลี่ยนไปไวมาก ๆ เพราะมนุษย์มีความฉลาดล้ำที่จะคิดค้นและประดิษฐ์สิ่งต่าง ๆ มากมายขึ้นมา เพื่ออำนวยความสะดวกในการใช้ชีวิต และทำให้การใช้ชีวิตนั้นมีความง่ายดายมากยิ่งขึ้น

Continue reading

เกมส์ เทคโนโลยีเพื่อความสนุกสนานที่คนยุคนี้ขาดไม่ได้

หลายๆ คนมีความเชื่อว่าเกมส์ส่งผลเสียต่อผู้เล่น ไม่ว่าจะเป็นด้านการจัดการอารมณ์และการเข้าสังคมกับผู้อื่น แต่ในความเป็นจริงแล้วเกมส์ก็มีประโยชน์มากมายต่อผู้เล่น หากเราสามารถแบ่งเวลาในการเล่นได้อย่างถูกต้อง และไม่รบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน

Continue reading

5 เคล็ดลับการใช้มือถือแอนดรอยด์อย่างมีประสิทธิภาพ ที่มีไม่กี่คนเท่านั้นที่รู้

เดี๋ยวนี้ใครๆ ก็เป็นเจ้าของสมาร์ทโฟนกันได้ไม่ยาก เพราะเทคโนโลยีที่พัฒนามาให้ใช้งานได้ง่ายและสะดวกสบาย จึงทำให้ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับสมาร์ทโฟนมีราคาที่ถูกลง และในการเลือกใช้สมาร์ทโฟนนั้น มีหลายๆ คนที่ตัดสินใจเลืกใช้ระบบปฏิบัติการณ์ Android ที่สามารถใช้งานได้กว้างขวางมากยิ่งกว่า

Continue reading