Riding Assist-e จากฮอนด้า ระบบทรงตัวทีทำให้มอเตอร์ไซค์ไม่มีวันล้ม

                มอเตอร์ไซค์ ยานพหนะทางเลือก สำหรับคนที่ชอบความรวดเร็วในการเดินทาง แต่ด้วยลักษณะของมอเตอร์ไซค์ที่มีโครงสร้างเล็กและมีแค่สองล้อ เมื่อมีอุบัติเหตุเกิดขึ้น จึงเป็นเรื่องเสี่ยงที่คนขับจะได้รับอันตรายถึงขั้นเสียชีวิตได้ ถึงแม้ว่าจะมีหมวกกันน็อคไว้ปกป้องส่วนสำคัญอย่างศีรษะ แต่เมื่อเกิดเหตุรุนแรงจริง ๆ แล้ว ส่วนอื่น ๆ หมวกกันน็อคก็ป้องกันไม่ได้อยู่ดี

อุบัติเหตุร้ายแรงที่เกิดขึ้นกับคนขับมอไซเตอร์ไซค์ คือการเสียหลัก อาจจะเกิดจากการโดนชนหรือพื้นถนนลื่น ซึ่งเมื่อรถล้มร่างกายของคนขับจะไม่ได้รับการป้องกันจากอะไรเลย หนำซ้ำร่างของคนขับอาจจะถูกตัวรถมอเตอร์ไซค์ทำให้บาดเจ็บได้ด้วยอีกเช่นกัน

4 ปีที่ผ่านมาจึงมีการคิดนวัฒนกรรมใหม่ที่ได้รับความสนใจกันอย่างมาก นั่นคือรถมอเตอร์ไซค์ Lit C-1 หรือฉายาว่า รถสองล้อที่ไม่มีวันล้ม ซึ่งเป็นจุดขายหลักของรถยี่ห้อนี้ โดยมีการทดลองมากมายที่พิสูจน์ถึงความสามารถของมันว่าเมื่อเกิดอุบัติเหตุจริง ๆ Lit C-1 จะไม่เสียหลัก ซึ่งหลายคนก็ตั้งคำถามว่า ถึงรถจะไม่ล้ม แต่คนขับจะได้รับความปลอดภัยจริง ๆ หรอ เพราะว่าในบางสถานการณ์ การล้มบางทีอาจจะเป็นการช่วยชีวิตของคนขับได้

เดินหน้าพัฒนาต่อ จินตนาการที่จะเป็นจริงในไม่ช้า

                เมื่อปีที่แล้วในงาน CES 2017 Honda ได้เปิดตัวเทคโนโลยียานยนต์ใหม่ คือ Honda Riding Assist เป็นรถมอเตอร์ไซค์ที่มีฟังก์ชันที่เรียกว่า self balancing ซึ่งเป็นระบบที่สามารถทำให้ทรงตัวได้ด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องให้คนขับทรงตัว ซึ่งถือว่าเป็นเทคโนโลยีใหม่ที่ช่วยลบจุดบอดของลักษณะโครงสร้างมอเตอร์ไซค์ โดยการเอาคอนเซ็ปต์ไม่ล้ม มาพัฒนาต่อจนสำเร็จ ซึ่งนอกจากจะมีการทรงตัวด้วยตัวเองได้แล้ว ยังมีความสามารถที่ทำงานได้อย่างอัตโนมัติอีกมากมาย ซึ่งช่วยให้คนขับขี่มอเตอร์ไซค์ได้รับความปลอดภัยเพิ่มขึ้นอย่างมาก

ถือเป็นอีกหนึ่งเทคโนโลยีที่นำกฎการทรงตัวมาปรับใช้เข้ากับยานยนต์ที่มีอยู่ได้อย่างลงตัว และเกิดประโยชน์มาก เป็นสัญญาณให้เห็นว่าในอนาคตอีกไม่ช้า เราจะได้เห็นรถมอเตอร์ไซค์ที่ไม่มีวันล้มอย่างแน่นอน

แต่ทุกเทคโนโลยีมีทั้งข้อดีและข้อเสีย หลายคนชื่นชมกับความสำเร็จที่ทำให้ผู้ขับขี่มอเตอร์ไซค์ได้รับความปลอดภัยมากขึ้น แต่มีบางส่วนที่ยังไม่เห็นด้วยกับเทคโนโลยีความปลอดภัยนี้ บางคนตั้งข้อสมมุติขึ้นมาว่า จริงอยู่ที่เทคโนโลยีนี้เป็นประโยชน์มากสำหรับคนขับที่จะไม่เสี่ยงรถล้ม แต่อุบัติเหตุนั้นเป็นเหตุการณ์ที่ไม่ได้คาดคิด ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นในรูปแบบไหนก็ได้ ซึ่งบางสถานการณ์ที่เป็นอุบัติเหตุนั้น ถ้ารถไม่ล้ม คนขับก็จะปลอดภัย แต่บางสถานการณ์และบางจังหวะที่อุบัติเหตุนั้นเกิดขึ้นอีกแบบ การไม่ล้มนั้นอาจจะทำให้ผู้ขับขี่ได้รับบาทเจ็บมากกว่าการล้ม จึงเสนอความคิดเห็นว่า จะเป็นการดีกว่านี้ถ้าตัวมอเตอร์ไซค์สามารถปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์อุบัติเหตุที่เกินขึ้นได้ หรือเราสามารถควบคุมที่จะทำให้มันเกิดได้ทั้งล้มหรือไม่ล้ม

แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม การมีเทคโนโลยีนี้ก็ดีกว่าการที่เราขับมอเตอร์ไซค์ปกติที่มีแค่การป้องกันจากหมวกกันน็อคอันเดียว เชื่อว่าจะยังคงมีการรับคำแนะนำหรือข้อเสนอแนะต่าง ๆ กลับไป เพื่อนำไปพัฒนาต่อจนออกมาเป็นมอเตอร์ไซค์ที่ปลอดภัยและสมบูรณ์ที่สุดได้อย่างแน่นอน

 

eCRM มิติใหม่ สำหรับการดูแลลูกค้าในวงการธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์

หนึ่งปัจจัยหลักที่สำคัญมากที่สุดในการขับเคลื่อนธุรกิจให้มีพลัง ก้าวหน้า หรือยั่งยืน นั่นคือลูกค้า การจะทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จนั้น จำเป็นต้องมีลูกค้าที่คอยสนับสนุนสินค้าหรือบริการ ซึ่งถ้าไม่มีลูกค้า ธุรกิจก็จะเคลื่อนไปข้างหน้าไม่ได้ และอาจจะต้องพับเสื่อไปในที่สุด นี่เป็นสิ่งที่ทุกคนรู้กันอยู่แล้วในเรื่องของการทำธุรกิจ

ลูกค้าคือพระเจ้า ในมุมของธุรกิจนั้นถือเป็นเรื่องจริง ทุกธุรกิจจำเป็นที่จะต้องให้ความสำคัญกับลูกค้าก่อนเสมอ ต้องคอยอำนวยความสะดวกเพื่อสร้างความประทับใจและให้ลูกค้ามาซื้อสินค้าหรือบริการของเราอีกครั้ง รวมไปถึงการทำให้ลูกค้ารู้สึกชอบ จนนำไปบอกคนอื่นให้มาเป็นลูกค้ารายใหม่ของเรา ซึ่งระบบเหล่านี้เราเรียกว่าสั้น ๆ ว่า CRM ย่อยมาจาก Customer relationship management หรือแปลเป็นไทยว่า ระบบการบริหารลูกค้าสัมพันธ์

CRM นั้นเกิดขึ้นมาพร้อม ๆ กับการทำธุรกิจ ไม่ใช่เรื่องที่ใหม่อะไร ทุกธุรกิจจึงจำเป็นต้องออกแบบและใช้งานระบบนี้ให้ดีที่สุด เพื่อหาลูกค้าเข้ามาซื้อสินค้าและบริการของตนเอง รวมถึงการรักษาลูกค้าเดิมที่มีอยู่ไว้ และเพิ่มจำนวนลูกค้าใหม่จากคำบอกเล่าของลูกค้าเก่า ในยุคที่มีเทคโนโลยีเข้ามาเป็นส่วนสำคัญ CRM ก็ถูกพัฒนารวมกับการใช้สื่อและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ จนออกมาเป็น eCRM หรือ electronic Customer Relationship Management หรือ ระบบการบริหารลูกค้าสัมพันธ์แบบอิเล็กทรอนิกส์

eCRM ระบบที่โดนใจทั้งลูกค้าและคนขาย

                eCRM เป็นระบบที่ให้ความสำคัญกับลูกค้าเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นการดูแลตั้งแต่ก่อนการซื้อขาย และหลังการซื้อขาย ซึ่งกระบวนการของ eCRM นั้นจะเริ่มจากทางบริษัทจะทำการหา target customer หรือลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย เมื่อได้แล้ว ก็ต้องทำให้ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายของเราซื้อสินค้าหรือบริการเราให้ได้ จากนั้นทำการติดตามผลหลังการขาย โดยเป็นการทำให้ลูกค้ารู้สึกมีค่าและประทับใจการบริการของเรา เพื่อทำให้ลูกค้าเหล่านี้กลายเป็น customer loyalty หรือเรียกว่าลูกค้าผู้ซื่อสัตย์ หมายถึงการที่ลูกค้านึกถึงสินค้าหรือบริการประเภทธุรกิจของเรา ลูกค้าจะนึกถึงเราเป็นชื่อแรก และไม่ยอมที่จะเปลี่ยนไปลองใช้สินค้าหรือบริการต่าง ๆ จากบริษัทอื่น และสุดท้ายคือการที่ลูกค้าเราจะไปบอกต่อให้กับคนอื่น ๆ เป็นแนวทางที่ขยายฐานลูกค้าของเราโดยไม่ต้องใช้งบพีอาร์ซ้ำ

การใช้ eCRM ในวงการธุรกิจ

                CRM ที่เราเคยใช้อยู่สมัยก่อนจะมีหลายลักษณะ ไม่ว่าจะเป็นการใช้แผ่นใบปลิวหรือโบรชัวร์ในการประชาสัมพันธ์ การโทรถามคนสนใจของลูกค้า การส่งจดหมาย หรือการโฆษณาผ่านสื่อโทรทัศน์ แต่ในยุค eCRM จะกลายเป็นอิเล็กทรอนิกส์ เช่น การส่งอีเมล์ การบอร์ดแชทหาลูกค้า หรือแม้กระทั่งการเก็บข้อมูลเพื่อใช้ในการหากลุ่มลูกค้า ก็มีซอฟท์แวร์ที่เป็นตัวเก็บข้อมูลของลูกค้า และสามารถประมวลผลและวิเคราะห์ข้อมูลออกมาได้อีกด้วย ถือได้ว่าเป็นวิธีที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากกว่า CRM แบบเดิม

การที่ CRM มีการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยนั้น ไม่ได้มีแค่การเปลี่ยนแปลงช่องทางในการเข้าถึงและติดต่อกับลูกค้าเพียงอย่างเดียว แต่มันรวมไปถึงการพัฒนาโปรแกรมที่สามารถสร้างระบบ eCRM ขึ้นมาใช้งานได้จริง จึงมีบริษัทที่ผลิตซอฟท์แวร์ eCRM เพื่อช่วยในการเก็บข้อมูลของลูกค้า นำมาวิเคราะห์และหาความสัมพันธ์ หาลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย รวมไปถึงระบบที่ช่วยดูแลรักษาลูกค้าเก่าและดึงดูดลูกค้าใหม่ให้มาเป็น customer loyalty ของบริษัท ซึ่งถือได้ว่าบริษัทที่มีซอฟท์แวร์ eCRM นั้นจะได้เปรียบเต็ม ๆ บริษัทจะสามารถปรับเปลี่ยนแผนการหรือกลยุทธ์ ให้เหมาะกับความต้องการของกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย ถือว่าเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ทางเลือกธุรกิจแบบใหม่ ที่น่าจับตามองในตอนนี้ เพราะระบบนี้จำเป็นกับทุกบริษัทที่มีความเกี่ยวกับลูกค้า

 

วงการทีวี กับการเอาตัวรอดในยุคออนไลน์ 4.0

                ทุกวันนี้จะมีสักกี่คนที่นั่งดูรายการเกมส์โชว์หรือละครหลังข่าวในทีวีอยู่ สมัยก่อนทีวีถือเป็นสื่อที่ใหญ่ที่สุด และทุกคนทุกบ้านสามารถเข้าถึงได้ง่ายที่สุด มีทั้งละคร รายการเกมส์โชว์ รายการข่าว หรือโฆษณาต่าง ๆ ซึ่งรายได้ที่เกิดจากธุรกิจสื่อจากโทรทัศน์นั้น ถือว่าเป็นจำนวนเงินที่สูงมากเลยทีเดียว แต่ไม่ใช่ในยุคนี้ หลายรายการที่ต้องปิดตัวลง เพราะไม่มีคนดู ไม่มีโฆษณามาลง จนทำให้มีเงินไม่เพียงพอที่จะทำรายการต่อได้

นี่เป็นสัญญาณที่น่ากลัวสำหรับวงการโทรทัศน์บ้านเรา เหตุผลเดียวเลยคือทุ กคนหันไปใช้โซเชียลเน็ตเวิร์คในการเสพสื่อ ในนั้นจะมีเรื่องราวต่าง ๆ มากมายทุกรูปแบบ ให้ได้เสพ ให้ได้ติดตามกันตลอดเวลา รวมไปถึงการแสดงความคิดเห็นต่าง ๆ ในแต่ละเรื่องราวได้ จึงทำให้ทีวีค่อย ๆ เริ่มหมดบทบาทนสังคมไป และกำลังจะตายในไม่ช้า

หลายคนเลือกที่จะเสพสื่อผ่านโลกโซเชียล นอกจากจะสามารถเสพสื่อได้ตลอดเวลาแล้ว ยังสามารถเข้าถึงได้ทุกที่เพียงแค่มีสมาร์ทโฟนกับอินเตอร์เน็ต เราก็สามารถรับรู้เรื่องราวใหม่ ๆ ที่เราอยากรู้ได้ทันทีทันใด

โอกาสชนะของวงการทีวี ยังพอมีอีกบ้างไหม?

                ที่นี่หมอชิตก็เป็นอีกรายการหนึ่งที่ทำมาเกือบ 20 ปี แต่ก็ต้องปิดตัวลงเมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2561 เนื่องจากถึงจุดอิ่มตัวและวิกฤติการนับถอยหลังลงของวงการโทรทัศน์ ถ้าถามว่าวงการทีวีบ้านเราจะสามารถกลับมาเป็นที่นิยมอีกครั้งได้หรือไม่ พูดได้เลยว่าคงจะเป็นที่ยากมาก เพราะทุกคนเลือกที่จะใช้งานเทคโนโลยีที่ดีกว่า ใหม่กว่าและ รวดเร็วกว่า ซึ่งเราสามารถเห็นได้อย่างชัดเจนว่าสิ่งที่ทีวีทำได้ โซเชียลก็ทำได้ และสิ่งที่ทีวีทำไม่ได้ โซเซียลทำได้

ทีวีกับโซเชียลเน็ตเวิร์ค การตลาดที่ห่างกันคนละชั้น

                รายการทีวีมักจะมาคู่กับโฆษณา แหล่งเงินทุนหลักที่ทางรายการจะได้ เพื่อใช้ผลิตรายการของตัวเองออกมาได้ หรือที่เราเรียกกันง่าย ๆ ว่า สปอร์นเซอร์นั่นเอง

เหตุที่เราพบโฆษณามากมายบนจอทีวี เป็นเพราะทีวีเป็นสื่อที่มีขนาดใหญ่ และทุกคนเข้าถึงได้ โฆษณาจึงยอมที่จะสนับสนุนรายการเพื่อให้ตัวเองได้ทำการโปรโมทบนสื่อโทรทัศน์ ซึ่งถือว่าเป็นการตลาดพื้นฐานที่ใช้ได้ผลดีในสมัยที่ทีวีเป็นที่นิยม แต่ตอนนี้อาจจะต้องลองคิดดูอีกที เนื่องจากการที่จะทำโฆษณาชิ้นนึงลงช่องทีวี จำเป็นจะต้องใช้ค่าใช้จ่ายที่สูงมาก เพียงแค่โฆษณาไม่กี่วินาที อาจจะมีค่าใช้จ่ายถึงหลายแสนบาทเลยก็เป็นได้

หลายบริษัทจึงเลือกที่จะทำโฆษณาและปล่อยลงทางสื่อโซเชียลแทน เนื่องจากไม่จำเป็นที่จะต้องเสียค่าใช้จ่ายมากมายเลย เพียงแค่มีเพจ หรือ บัญชีของโซเชียลมีเดียที่ต้องการจะลง และอาจจะเสียค่าโปรโมทรายเดือนซึ่ งเป็นจำนวนที่ไม่มาก สิ่งที่สำคัญที่สุดคือคนในยุคอยู่เสพสื่อจากโชเชียลเป็นหลัก ซึ่งเป็นช่องทางที่ดีกว่าทีวีในทุกทาง ทำให้การลงโฆษณาหรือทำคลิปไวรอลลงในโซเชียลเน็ตเวิร์คนั้นได้ผลดีกว่าการลงโฆษณนาทางช่องทางทีวี

การพัฒนาของเทคโนโลยีทำให้ผู้ผลิตรายการทีวีได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และหลาย ๆ รายเริ่มใช้วิธีออกอากาศผ่านอินเตอร์เน็ต เริ่มทำช่องผ่าน Youtube ให้สามารถดูย้อนหลังได้ และหลาย ๆ รายการก็ประสบความสำเร็จ มีผู้ชมผ่านการออกอาการสด ๆ เป็น 10 ล้านวิวส่วนบริษัทที่ผลิตทีวีเองกลับยังไม่ยอมแพ้ เริ่มพัฒนาทีวีให้ทันตามกระแสของโลกมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการทำให้ทีวีสามารถเข้าถึงอินเตอร์เน็ตได้ เล่นโซเชียลเน็ตเวิร์คได้ หรือ คุณภาพภาพและเสียงที่ดีขึ้นมากมาย

 

หาคู่ไม่ใช่เรื่องยาก แค่ปัด ๆ ลาก ๆ มือถือ ก็ได้คู่แล้ว

คนโสดหลาย ๆ คน จริง ๆ ไม่ใช่ว่าเขาไม่ดีพอ แต่เพราะไม่มีเวลาออกไปตามหาคนที่ชอบ เพราะต้องนั่งงานทั้งวัน หรืออาจจะเป็นเพราะสาเหตุอื่น ๆ เช่น ไม่กล้าที่จะเข้าไปคุยกับใครต่อหน้า ยังไม่เจอคนที่ถูกใจในชีวิตสักที หรืออยากลองที่จะรู้จักคนเยอะ ๆ รวมไปถึงการหาเพื่อนคุยแก้เหงาแก้เบื่อ ด้วยเหตุผลนี้ จึงเกิดแอปพลิเคชันประเภทหนึ่งขึ้นมา เรียกว่า dating app หรือเรียกง่าย ๆ ว่าแอปนัดเดท แอปพลิเคชันประเภทนี้ถูกพัฒนาขึ้นเรื่อย ๆ จนเริ่มเป็นที่นิยมอย่างมากทั่วโลก รวมไปถึงประเทศไทยด้วย มันสามารถช่วยประหยัดเวลาในการที่จะต้องนั่งหาคนที่เราชอบสักคนในชีวิต ซึ่งจริง ๆ เราสามารถเลือกคนที่เราต้องการจะทำความรู้จักจากในแอปพลิเคชั่นนี้ ที่มีทั้งรูปโปรไฟล์และรายละเอียดของคนมากมาย ขอแค่มีสมาร์ทโฟนกับอินเตอร์เน็ตก็สามารถใช้หาคู่นัดเดทได้แล้ว

แต่ละแอปพลิเคชันก็มีลักษณะฟังก์ชันและหน้าตาของแอปที่แตกต่างกันออกไป แต่ส่วนใหญ่หัวใจสำคัญของแอปประเภทนี้ืคือการจับคู่ แน่นอนว่าการที่คนสองคนจะออกไปเดทหรือทำความรู้จักกันนั้นจำเป็นต้องมีความคิดและความรู้สึกแบบเดียวกัน ตัวแอปจึงถูกทำออกมาในลักษณะของการเลือกคนที่เราสนใจ จากนั้นส่งคำขอเพื่อที่จะขอทำความรู้จัก ให้อีกฝ่ายรู้ หลังจากส่งคำขอแล้ว ระบบก็จะแสดงคำขอนั้นในโปรไฟล์ของคนที่ถูกเราขอ เขามีสิทธิ์ที่จะเลือกรับเราให้มาคุยกับเขาก็ได้ หรือเลือกที่จะมองข้ามและปฏิเสธเราก็ได้ ทั้งนี้เพื่อเป็นการให้สิทธิ์ของทั้งสองฝ่ายที่จะเลือกคนที่จะคุยได้ โดยวิธีการตอบรับก็ต่างกัน บางแอปอาจจะเป็นการกดหัวใจให้กัน ตอบรับข้อความคำขอ หรือแม้กระทั่งปัดหน้าจอเพื่อเลือกที่จะรับคำขอหรือปฏิเสธคำขอ

ฟังก์ชันแอปนัดเดทที่ใช้งานง่ายและน่าสนใจ

                ด้วยฟังก์ชันการใช้งานที่ง่าย จึงทำให้เป็นที่นิยมสำหรับวัยรุ่นหนุ่มสาว รวมไปถึงวัยทำงานด้วย การใช้งานหลัก ๆ ของ dating app มีดังนี้

  • การเลือกคู่เดทหรือคนที่อยากจะคุยด้วย โดยผ่านระบบการค้นหา เช่น สามารถเลือกเพศ อายุ หรือสถานที่ เพื่อที่จะได้รู้ว่าเขาอยู่ห่างจากเรากี่กิโลเมตร จากนั้นตัวแอปจะทำการแสดงรูปโปรไฟล์ของคนที่มีคุณสมบัติตามที่เราได้เลือกไว้
  • เมื่อผู้ใช้เจอคนที่ถูกใจแล้ว ก็สามารถที่จะส่งคำขอที่จะทำความรู้จักกันได้ในหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการกดไลค์เพื่อยืนยันคำขอ หรือการกดปุ่มทักทายเพื่อให้อีกฝ่ายรู้ว่าเราสนใจ ถ้าเราไม่สนใจก็อาจจะไม่ตอบคำขอกลับ หรือบางแอปก็สามารถปัดหน้าจอทิ้งไปได้เลย ระบบก็จะปฏิเสธคำขอนั้นไป
  • หลังจากนั้นก็เริ่มที่จะแชทคุยกันได้เลย ซึ่งแชทใน dating app ก็มีลักษณะเหมือนแอปที่ใช้แชททั่วไปที่เราคุ้นเคยกัน
  • เมื่อคุยกันแล้วชอบพอกัน ก็สามารถนัดเจอหรือนัดเดทกันได้เลย หรือถ้าไม่ชอบไม่ถูกใจ ก็สามารถที่จะหยุดคุยและเริ่มหาคนใหม่ในแอปได้เช่นกัน

นอกจากการหาคู่แล้ว dating app บางแอปมีระบบฟังก์ชันที่ไว้ใช้หาเพื่อนเที่ยวได้ โดยจะเป็นการสร้างกลุ่มเที่ยวขึ้นมากลุ่มหนึ่ง ผู้ใช้จะโพสกลุ่มพวกนี้ลงในระบบ และแชร์ให้ผู้ใช้งานคนอื่น ๆ เห็น ถ้าสนใจก็สามารถเข้าร่วมกลุ่ม และเริ่มไปเที่ยวพร้อมกันได้เลย

การนัดเดทไม่ได้สวยงามเสมอไป

                จริงอยู่ที่แอปพลิเคชันประเภทนี้สามารถช่วยแก้ปัญหาการหาคู่สำหรับคนที่ไม่มีเวลาออกไปตามหาเอง รวมไปถึงอยากรู้จักคนใหม่ ๆ แต่ก็มีคนจำนวนมากพอสมควรที่ใช้แอปนี้ในทางที่ไม่ดี บางคนอาจจะใช้แอปนี้ในการหลอกล่อผู้คนมากระทำอนาจาร ทำร้ายร่างกาย หรือปล้นชิงทรัพย์ได้ เพราะแอปพลิเคชันเหล่านี้ไม่ได้มีการยืนยันตัวตนที่แท้จริงของผู้ใช้งานได้ ทุกคนสามารถเอารูปตัวเองหรือใครก็ได้มาใส่เป็นรูปโปรไฟล์ เพื่อที่จะดึงดูดอีกฝ่ายให้มาสนใจและเลือกเรา ซึ่งมีคดีเกิดขึ้นเพราะการเจอกันผ่านทางการใช้งานแอปพลิเคชันแบบนี้อยู่ไม่น้อย เพราะฉะนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องระมัดระวังตัวและดูให้ดีก่อนที่จะตัดสินใจนัดเจอหรืออกเดทกัน

 

IoT เทคโนโลยีเพื่อโลกใหม่ที่ดีขึ้นของมวลมนุษย์

ในโลกยุคดิจิตอลตอนนี้ หลายสิ่งหลายอย่างถูกสร้างสรรค์ขึ้นมาเพื่อพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของมนุษย์ ให้มีความสะดวกสบายและไม่หยุดอยู่กับที่ รวมไปถึงการพัฒนาสิ่งต่าง ๆ ที่เรามีกันอยู่แล้ว ให้มันกลายเป็นสิ่งที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นในหลาย ๆ ด้าน เช่น การทำงานหรือผลลัพธ์ที่ได้จากการใช้งาน เหล่านี้ล้วนสามารถถูกพัฒนาได้จากการใช้เทคโนโลยีในยุคดิจิตอลเข้ามาช่วย สังเกตได้จากสิ่งรอบตัวตอนนี้ ทุกอย่างคือเทคโนโลยีที่ถูกสร้างขึ้นมาใหม่ หรือถูกพัฒนาขึ้นมาทั้งนั้น รวมไปถึงระบบการทำงานต่าง ๆ ที่สามารถทำให้เรารู้สึกสะดวกสบายมากขึ้น ซึ่งทุกอย่างที่อยู่ในระบบนั้น ถูกเชื่อมต่อเข้าด้วยกันผ่านการใช้อินเตอร์เน็ตเป็นสื่อกลาง

หลายคนอาจจะเคยได้ยินชื่อตัวย่อย IoT มากันบ้างแล้ว ยิ่งเป็นคนที่อยู่ในวงการธุรกิจหรือไอทีด้วยแล้ว ยิ่งต้องรู้จักตัวย่อนี้เป็นอย่างดี IoT ย่อมาจากคำว่า Internet of Things แปลตรงตัวตามภาษาอังกฤษหมายความว่า อินเตอร์เน็ตของทุกสิ่ง แต่ความเป็นจริงแล้ว ความหมายที่แท้จริงของ IoT ก็คือ ระบบการเชื่อมต่อทุกสิ่งทุกอย่างเข้าด้วยกัน โดยการใช้อินเตอร์เน็ตเป็นสื่อกลางในการเชื่อมต่อ

อย่างที่เราทราบกันดีว่าอินเตอร์เน็ตคือสิ่งที่เรานำมาใช้ประโยชน์ได้มากมาย ไม่ว่าจะเป็นการใช้เว็บ browser เพื่อหาข้อมูลในอินเตอร์เน็ต หรือ แม้กระทั่งเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต เพื่อใช้งานโซเชียลมีเดียที่เราคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี ซึ่งหลักการของ IoT คือการใช้อินเตอร์เน็ตเป็นตัวกลางที่ จะคอยเชื่อมต่อทุกสิ่งเข้าด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นระบบการทำงานต่าง ๆ หรือ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เพื่อที่จะสามารถให้ทุกสิ่งเชื่อมต่อกันและสามารถทำงานไปร่วมกันได้อย่างลงตัว

ผลผลิตจาก IoT เทคโนโลยีอินเตอร์เน็ตล้ำสมัย

                IoT นั้นถือเป็นเทคโนโลยีที่เข้ามามีบทบาทมากมายในสังคมปัจจุบัน เนื่องจากยุคเทคโนโลยีในตอนนี้ ทุกสิ่งทุกอย่างถูกเปลี่ยนแปลงและพัฒนาให้ทันสมัยและใช้งานได้ดีขึ้น ซึ่งก็มีหลายคนหรือหลายองค์กรที่พยายามที่จะเริ่มนำ IoT เข้ามาปรับใช้จริง ให้เกิดความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น เช่น

  • สมาร์ทโฮม อีกหนึ่งผลงาน IoT ที่น่าจับตามองเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากบ้านหรือที่พักอาศัยนั้นเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับที่ทุกคนอยู่แล้ว การทำงานของสมาร์ทโฮมนั้น คือการใช้อินเตอร์เน็ตในการเชื่อมต่อของทุกสิ่งในบ้าน ไม่ว่าจะเป็น ประตู โทรทัศน์ ไฟ หรือ สัญญาณกันขโมย เราจะสามารถสั่งการและเข้าถึงอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทุกชิ้นในบ้านของเราให้ทำงานได้อย่างอัตโนมัติผ่านแอปพลิเคชันบนมือถือ
  • สมาร์ทวอทช์ ถือว่าเป็นอีกเทรนหนึ่งที่กำลังมาแรง เป็นเพราะมันสามารถตอบโจทย์กับ lifestyle ของคนในยุคนี้ได้เป็นอย่างดี ทำให้ชีวิตง่ายขึ้นและรวดเร็วขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ไม่ว่าจะเป็นใช้งานเพื่อการแจ้งเตือนการโทรออก การจับอัตราจังหวะการเต้นของหัวใจ หรือปฏิทินที่สามารถใส่การแจ้งเตือนลงไปได้ เพื่อคอยเตือนสิ่งต่าง ๆ ที่ต้องทำ
  • เครื่องตรวจสอบอากาศ เป็นเครื่องมือที่เริ่มเข้ามาเป็นที่นิยมในออฟฟิศ หรือสถานที่มีคนอยู่รวมกันเยอะ ๆ การที่มีคนจำนวนมากอยู่รวมกันในที่เดียว ทำให้มีปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์เกิดกว่าขีดจำกัด จากการหายใจออกของคนเรา จึงเป็นเหตุให้อากาศนั้นไม่บริสุทธิ์ เราจึงต้องใช้เครื่องตรวจสอบอากาศอัตโนมัติไว้เพื่อคอยตรวจสอบ และรายงานผลอากาศในบริเวณนั้น โดยระบบการทำงานจะเชื่อมต่อกับอินเตอร์เน็ต และสามารถตรวจสอบอากาศได้อย่างอัตโนมัติ และได้ข้อมูลที่เป็น real-time data อีกด้วย

นี่เป็นเพียงตัวอย่างส่วนน้อยของเทคโนโลยี IoT ที่เข้ามาเป็นอีกหนึ่งสิ่งสำคัญที่จะทำให้เทคโนโลยีหรือสิ่งต่าง ๆ นั้นถูกพัฒนาและเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้งานของมันได้มากขึ้น นอกจากนี้ยังมีการวางแผนที่จะใช้ IoT กับระบบหรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ อีกมากมายในทุก ๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านการแพทย์ การเกษตร หรือการศึกษา ซึ่งมันจะสามารถเกิดขึ้นและใช้งานได้จริงในอีกไม่ช้านี้

 

ระบบปลดล็อค iPhone X ด้วยการสแกนใบหน้า ตอบโจทย์ คุ้มค่าหรือไม่

ตื่นตาตื่นใจไปกับ feature ใหม่ใน iPhone X สำหรับการใช้การสแกนใบหน้าในการยืนยันตัวตน การปลดล็อคโทรศัพท์และการทำธุรกรรมหลากหลายอย่างบนสมาร์ทโฟนอย่างง่ายดาย

รู้จักกับการยืนยันตัวตนรูปแบบต่าง

การยืนยันตัวตนในที่นี้ หมายถึงเมื่อเราต้องการล็อกอินเข้าระบบ และระบบต้องการเช็คว่า เราสามารถเข้าถึงสิ่งนั้น หรือเราเป็นคนที่แสดงตัวตนว่าใช่ หรือไม่ โดยมีวิธีการแบ่งคร่าว ๆ ได้ 3 วิธี ดังนี้

  1. สิ่งที่รู้ (What you know) เช่น รหัสผ่าน (password) หรือ คำตอบของคำถามลับบางอย่างที่เฉพาะเรากับระบบรู้กันเท่านั้น เรียกว่า Shared Secret หรือการใช้พิน (PIN) เป็นต้น
  2. สิ่งที่มี (What you have) เช่น การยืนยันว่าเรามีอุปกรณ์บางอย่างที่พกพาอยู่ อาทิโทรศัพท์มือถือ หรือ Security Token บางอย่าง กุญแจหรือเครดิตการ์ด เป็นต้น
  3. สิ่งที่คุณเป็น (What you are) หรือเอกลักษณ์เฉพาะตัว คุณสมบัติทางชีวมิติ (Biometrics) เช่น ลายนิ้วมือ รูปแบบเรตินา (retinal patterns) หรือใช้รูปแบบเสียง (voice patterns) เป็นต้น

Face ID กับ iPhone X

iPhone X ก็ได้นำเทคโนโลยีในการยืนยันตัวตนด้วย Biometrics Authentication นี้มาใช้เช่นกัน Biometrics เป็นลักษณะทางชีวภาพของแต่ละบุคคล เป็นลักษณะเฉพาะที่ไม่สามารถลอกเลียนแบบกันได้ การนำมาใช้ในยืนยันตัวตน จึงมีความน่าเชื่อถือมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการใช้ลายนิ้วมือ เสียง ม่านตา ใบหน้า ควบคู่กับการใช้รหัสผ่านปกติ

ต่อจากการใช้ Touch ID หรือการสแกนนิ้วมือ ก็มาเป็น Face ID หรือ การสแกนใบหน้า โดยลักษณะการทำงานคือ ใช้กล้องหน้าที่เป็นแบบ True Depth บน iPhone X ฉายจุดเล็ก ๆ มากกกว่า 30,000 จุดไปที่ใบหน้าเป้าหมาย บวกกับ เซ็นเซอร์ Flood Illuminator เพื่อปล่อยแสงอินฟราเรดเพิ่มเข้าไป แก้ปัญหาการมองเห็นในที่มืด ดังนั้น การสแกนใบหน้าของ iPhone X เพื่อปลดล็อคไอโฟนจึงทำได้ในที่มีแสงน้อย หรือห้องที่ปิดไฟมืดสนิทนั่นเอง จากจุดเล็ก ๆ มากมายที่ฉายไปกระทบใบหน้านั้น ระบบจะทำการสร้างความตื้นลึกของใบหน้า และสร้างโครงสร้างสมมติแบบสามมิติของใบหน้านั้นขึ้นมา ดังนี้เอง เพียงรูปถ่ายหรือหน้ากากบาง ๆ จะไม่สามารถปลดล็อค iPhone X ได้

ขั้นสุดท้าย ก็คือ การตรวจสอบกับข้อมูลที่เคยบันทึกเป็นต้นฉบับไว้นั้น โดยส่งข้อมูลทั้งหมดไปที่ Secure Enclave ในชิป A11 Bionic ต่อไป ผสานกับเทคโนโลยี Machine learning และ Neural engine จึงทำให้ iPhone X จดจำใบหน้าของเรา และจะเรียนรู้การเปลี่ยนไปของใบหน้าอยู่ตลอดเวลา ทำให้ไม่ว่าจะใส่หมวก ไว้หนวด ไว้เครา แต่งหน้า หรือใส่แว่นก็ยังสามารถปลดล็อคได้ โดยการสแกนใบหน้าเพื่อปลดล็อคจะทำได้เฉพาะตอนที่ “ลืมตาและตั้งใจมองหน้าจอเท่านั้น”

อย่างไรก็ตาม Face ID ยังคงมีข้อผิดพลาดอยู่บ้างในอัตรา 1:50,000 ในขณะที่ Touch ID นั้นอัตราความผิดพลาดอยู่ที่ 1:1,000,000 ทีเดียว สำหรับ iPhone X หากถือในแนวนอน แล้วทำการสแกนใบหน้าเพื่อปลดล็อค อาจทำให้อัตราความผิดพลาดเพิ่มขึ้นเล็กน้อย

อันที่จริง คงไม่มีเทคโนโลยีใดที่ไม่มีข้อผิดพลาด แม้แต่มนุษย์เรายังมีข้อผิดพลาดตั้งมากมาย ดังนั้น การจะสรุปว่า feature ไหนดี หรือ ไม่ดี เพียงเพราะข้อผิดพลาดนั้นคงไม่ใช่คำตอบที่ถูกนัก หากแต่เทคโนโลยี Face ID ถูกสร้างมาเพื่อความสะดวกที่มากขึ้นของผู้ใช้งาน ซึ่งถ้าดูจากอัตราผิดพลาดเมื่อเทียบกับ Touch ID แล้ว ก็ถือว่า น่าจะสะดวกมากขึ้นเลยทีเดียว

Category: โทรศัพท์มือถือ

Tags: Face ID, iPhone X, สแกนใบหน้า

เครดิตภาพ: https://goo.gl/T8ra7x

 

ภาษาโปรแกรมสำหรับคอมพิวเตอร์ แบบไหนที่น่าเรียน

เมื่อเทคโนโลยีเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน ผู้คนจึงสนใจและหันมาศึกษาการเขียน programming language กันมากขึ้น แต่สำหรับนักเขียนโปรแกรม หรือ developer หรือ programmer ทั้งหลาย คงรู้กันดีว่า programming language มีอยู่มากมายจนจำไม่ไหว เรียนก็ไม่ทัน และแต่ละภาษา บางครั้งก็มีรูปแบบ หรือหลักการคิดแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง จึงไม่ใช่เรื่องง่ายจนเกือบจะเป็นไปไม่ได้เลยด้วยซ้ำ ที่นักเขียนโปรแกรมจะสามารถเขียนโปรแกรมได้ทุกภาษา

แล้วภาษาอะไรที่น่าสนใจเป็นอันดับต้น ๆ กัน บางคนเลือกเรียนภาษานั้น ๆ เพียงเพราะ สามารถเริ่มต้นเรียนรู้และเข้าใจได้เร็ว บางคนหลงไหลไปกับฟีเจอร์สุดเจ๋ง หรือลูกเล่นที่ภาษานั้น ๆ มี บางคนเลือกตามเพื่อน หรือกูรูแนะนำ ทั้ง ๆ ที่ไม่ชอบภาษานั้น ๆ เอาซะเลย มาดูกันว่า คนส่วนใหญ่เขาเรียนภาษาอะไรกันดีกว่า

  1. JavaScript

JavaScript เป็น ภาษาสคริปต์เชิงวัตถุ หรือเรียกสั้น ๆ แค่ว่า “สคริปต์” (script) ซึ่งมักนำมาใช้ร่วมกันกับการสร้างและพัฒนาเว็บไซต์ (ทำงานร่วมกับ HTML) เพื่อทำให้เว็บไซต์ของเราดูสวยงาม มีการเคลื่อนไหว อีกทั้ง JavaScript นั้นสามารถใช้เขียนโปรแกรมแบบง่าย ๆ ได้โดยไม่ต้องพึ่งภาษาอื่น ยิ่งกว่านั้น JavaScript มีคุณสมบัติในการใช้ตรวจสอบข้อมูล (validate fields) เช่น Email address เวลาที่กรอกข้อมูลผิด ไม่ตรงกับเงื่อนไข ก็จะมีหน้าต่างฟ้องขึ้นมาว่ากรอกผิด หรือลืมกรอกอะไรบางอย่าง เป็นต้น

  1. Java

Java คือภาษาโปรแกรมเชิงวัตถุ ภาษา Java เป็นภาษาที่สนับสนุนการเขียนโปรแกรมเชิงวัตถุแบบสมบูรณ์ (OOP: Object-Oriented Programming) ซึ่งเหมาะสำหรับพัฒนาระบบที่มีความซับซ้อน มีคุณสมบัติสามารถทำงานได้ในระบบปฏิบัติการที่แตกต่างกัน และถูกออกแบบมาให้มีความปลอดภัยสูง แต่อย่างไรก็ตาม ภาษา Java เมื่อนำมาใช้ในการพัฒนาซอฟต์แวร์ อาจจะทำได้ยาก และใช้ระยะเวลานาน รวมถึงการสร้างบุคลากรก็ยากเช่นกัน

  1. Python

Python ถูกสร้างมาจากภาษาซี สนับสนุนการทำงานเชิงวัตถุ (OOP) ที่สำคัญ เป็น Open Source ทั้งยังมีเครื่องมือและโมดูลต่างๆมากมาย ทำให้การเขียน Python นั้น คำสั่งสั้น เขียนง่าย เรียนรู้ได้เร็ว ใช้เวลาพัฒนาไม่เยอะ แถมยังมี package เหมาะกับงานแนว Machine Learning หรือ Deep Learning อีกด้วย

  1. PHP

ภาษา PHP นั้นถือเป็นภาษาพวก scripting อย่างหนึ่ง สามารถเรียนรู้ได้ง่าย ทำงานเร็วและมีประสิทธิภาพ ความปลอดภัยอยู่ในระดับที่ค่อนข้างดี เป็นที่นิยมในหมู่นักเขียนโปรแกรมไม่น้อยเลยทีเดียว

  1. R

ภาษา R เป็น Open Source ตัวภาษาเข้าใจง่าย และเหมาะกับคนที่อยากทำ Data Science เนื่องจากมีชุดคำสั่งในด้านสถิติในตัวเอง เน้นการคำนวณข้อมูลพร้อมกันเป็นกลุ่ม สามารถทำงานร่วมกับเครื่องมือวิเคราะห์ข้อมูลอื่น ๆ ได้ง่าย และการแสดงข้อมูล เพื่อให้ง่ายต่อการวิเคราะห์

อย่างไรก็ตาม ความน่าสนใจของการเรียนเขียนโปรแกรมนั้น ขึ้นอยู่กับความสามารถของตัวภาษานั้น ๆ เอง ลักษณะงานที่คาดว่าจะต้องนำภาษา และความสามารถของภาษาเหล่านั้นไปใช้ ที่สำคัญก็คือ ควรเลือกภาษาที่เป็นที่รู้จัก ไม่ใช่เพราะว่าชื่อเสียงของภาษาเท่านั้นนะ แต่เป็นเพราะว่า ภาษาที่มีชื่อเสียงจะมีกลุ่มคนหรือ community ที่จะคอยให้ความช่วยเหลือ ให้คำปรึกษาและแนะนำเวลาที่เจอปัญหาได้

AR กับความสามารถจำลองสิ่งต่าง ๆ สู่ชีวิตประจำวัน

AR มาจาก Augmented Reality หรือนั่นก็คือ เทคโนโลยีเสมือนจริง โดยการรวมสภาพแวดล้อมจริง กับ วัตถุเสมือน ซึ่งอาจจะเป็น ภาพ เสียง วีดีโอ หรือข้อมูลดิจิตอล (Digital Contents) ต่าง ๆ ในช่วงเวลาเดียวกันเข้าด้วยกัน สร้างในลักษณะรูปแบบ 3 มิติ จำลองเข้าสู่โลกจริงผ่านกล้องและการประมวลผล ที่จะนำวัตถุมาทับซ้อนเข้าเป็นภาพเดียวกัน ทำให้เราสามารถมองผ่านกล้องและตอบสนองต่อโลกจำลองนั้นได้โดยตรง

วิธีการสร้างเทคโนโลยีเสมือนจริง คือ การวิเคราะห์ภาพ (Image Analysis) เพื่อค้นหา Marker จากภาพที่ได้จากกล้องแล้ว ค้นหาจากฐานข้อมูล (Marker Database) ที่มีการเก็บข้อมูลขนาดและรูปแบบของ Marker และนำมาวิเคราะห์รูปแบบของ Marker นั้น ขั้นตอนสุดท้าย คือการประมวลผลคำนวณค่าตำแหน่งเชิง 3 มิติจนได้ภาพเสมือนจริงนั่นเอง

การเกิดและเติบโตของเทคโนโลยีเช่น AR นั้นสามารถนำมาสร้างประโยชน์ได้ในหลากหลายอุตสาหกรรม อาทิ

บทบาทของ AR ต่อธุรกิจ

  • ใช้เป็นแบบจำลองด้านศิลปะ ไม่ว่าจะเป็น การสร้างภาพจำลองของบ้าน เพื่อค้นหาเลือกเฟ้น อุปกรณ์ตกแต่งบ้าน เครื่องเรือน ที่เหมาะสม และเป็นที่ต้องการจริง ๆ ก่อนตัดสินใจซื้อสินค้า
  • ใช้ในการด้านออกแบบสถานที่จัดงาน เพื่อเป็นแบบก่อนการจัดงานจริงว่า จะออกมาสวยและเป็นที่พึงพอใจต่อลูกค้าหรือไม่ ก่อนซื้อบริการต่าง ๆ
  • พิพิธภัณฑ์ หรือ หอศิลป์ต่าง ๆ ก็สามารถนำเทคโนโลยี AR มาใช้เพื่อสร้างประสบการณ์พิเศษเสมือนจริงให้กับผู้เข้าชมงานศิลป์ ทั้งยังเสริมจินตนาการในการเข้าใจเรื่องราวในอดีตสำหรับเนื้อหาในพิพิธภัณฑ์นั้น ๆ
  • ร้านค้า หรือ อุตสาหกรรมขนาดเล็ก ก็สามารถนำ AR มาสร้างแบบจำลองบนภาพจริง เพื่อเห็นผลลัพธ์ทันที ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับธุรกิจสินค้า จำพวก เสื้อผ้า รองเท้า หรือ แม้กระทั่งเครื่องสำอางค์ต่าง ๆ

บทบาทของ AR ด้านความบันเทิง

  • นำ AR มาใช้ในเกมต่าง ๆ ที่สามารถใส่ลูกเล่น เพิ่มฟีเจอร์ เพื่อให้ผู้เล่นมีปฏิสัมพันธ์ต่อเกมและเพื่อนร่วมเกม เพื่อความสนุกสนานที่มากขึ้น สมจริงมากขึ้น เกมที่โด่งดังในการนำ AR มามีส่วนก็คือ เกมPokemon Go ที่ใช้ในการค้นหาโปเกม่อนและการจับมัน นั่นเอง
  • นำมาใช้ในการสื่อสารทั่วไป ผู้คนในทุกวัย ทุกอายุ สื่อสารกันด้วยโปรแกรมแชทที่มีให้เลือกมากมาย หลากหลายกันเพิ่มขึ้น จุดเด่นหนึ่งของโปรแกรมแชทเหล่านั้นก็คือ การสื่อสารด้วยภาพ สติ๊กเกอร์ น่ารัก ๆ และตัวอย่างการนำ เทคโนโลยี AR กับ เทคโนโลยีระบบจดจำใบหน้ามาสรรสร้างฟีเจอร์Animoji เพื่อพูดคุยกับเหล่าเพื่อน ๆ ได้อย่างสนุกสนาน

บทบาทของ AR ด้านการศึกษา

  • AR สามารถนำมาทำเป็นสื่อและข้อมูล ที่ทำให้สามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติม ที่จะทำให้นักเรียนเข้าใจได้ง่ายขึ้น เช่น สัตว์โลกดึกดำบรรพ์ การจำลองสภาพแวดล้อมป่า ณ ขณะนั้น
  • สร้างแว่นตาอัจฉริยะ เพื่อใช้ในการศึกษาด้านการแพทย์ เรียนรู้กายวิภาคศาสตร์ รายละเอียดต่าง ๆ ตำแหน่งโครงสร้างอวัยวะมนุษย์ เพื่อความเข้าใจที่ง่ายขึ้น เรียนรู้ได้รวดเร็วขึ้น
  • อุตสาหกรรมการบิน เพื่อใช้ในการฝึกนักบิน โดยการแสดงผลผ่านจอภาพบนหมวกนักบิน แสดงเส้นทางการบิน แนวร่อนลงจอด หรือข้อมูลประกอบการบิน โดยที่นักบินไม่ต้องก้มไปมองที่แผงควบคุม หรือ แผงหน้าปัด

จะเห็นว่า เทคโนโลยีเสมือนจริงนั้น สามารถสร้างประโยชน์ได้มากมาย ต่อทั้งผู้ประกอบการธุรกิจ ลูกค้า นักเรียน นักศึกษาหรือบุคคลทั่วไป สิ่งเหล่านี้จะเข้ามาเติมเต็มชีวิตประจำวันของทุก ๆ คนอย่างละนิด อย่างละหน่อย แบบที่เราอาจจะลืมสังเกตุการเปลี่ยนแปลงเลยด้วยซ้ำ

Case Mod พัฒนาการสุดล้ำของคอมพิวเตอร์ รู้จักไหมว่าคืออะไร

ทุกคนคงคุ้นเคยกับคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะกันเป็นอย่างดี กล่อง CPU สี่เหลี่ยมที่ตั้งอยู่ข้าง ๆ จอคอมพิวเตอร์ อาจจะมีสีสัน รูปทรงที่แตกต่างกันไปบ้างเล็กน้อย แต่คงจะมีน้อยคนนักที่จะรู้จักกับเคสคอมพิวเตอร์ PC ที่หน้าตาแตกต่างไปประหนึ่งเข้าไปอยู่ในโลกไซไฟ โดยที่ผู้คนที่พบเห็นผ่านไปมา อาจไม่ระแคะระคายเลยด้วยซ้ำว่านั่นคือ สิ่งที่ทุกคนรู้จักกันในนามของ เครื่องคอมพิวเตอร์

อะไรคือ Case Modder

อันที่จริงแล้ว มีวงการที่หมู่คนผู้คลั่งไคล้กับความสวยงาม ความพิเศษของการปรับแต่ง ดีไซน์ สร้างสรรค์เคสคอมพิวเตอร์ ที่มีรูปลักษณ์แบบใหม่ ไม่มีขีดจำกัดของจินตนาการ สวยล้ำไม่ซ้ำใครกันเลยทีเดียว ใครจะไปคิดว่า แผงเมนบอร์ด ชุดระบายความร้อนด้วยลม ชุดน้ำปิด ระบบ Water cooling และพวก Power Supply จะสวยงามได้มากเพียงนั้น นั่นก็คือ วงการ Case Mod ซึ่งเป็นการรวมกันของทั้งศาสตร์และศิลป์อย่างยิ่งยวด บางคนอาจจะเพียงชอบชิ้นส่วนประกอบของคอมพิวเตอร์ จับนั่นจับนี่มาประกอบกันเป็นงานอดิเรก แต่สำหรับผู้ที่มีหัวใจหลงใหลในเทคโนโลยี และความสวยงาม ใฝ่เรียนรู้และทดลองปฏิบัติด้วยตนเอง จนประสบความสำเร็จก็สามารถผันงานอดิเรกชนิดนี้เป็นอาชีพได้ กับสิ่งที่เรียกว่า Modder (ชื่อเรียกของกลุ่มคนที่โมดิฟายเคสคอมพิวเตอร์) มือพระกาฬ ที่ประสบความสำเร็จอย่างท่วมท้น

งานประกวด Case Mod

ยิ่งไปกว่านั้น ในแต่ละปีจะมีการจัดงานแข่งประกวด ซึ่งเป็นการประกวดผลงาน ‘โมดิฟายคอมพิวเตอร์’ หรือที่เรียกว่า Case Mod Competition จากบริษัทผู้ผลิตหลายเจ้า นอกจากเงินรางวัลที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่งแล้ว (ราว ๆ 30,000 – 40,000 ดอลลาร์สหรัฐ) แต่สิ่งที่ไม่อาจเทียบได้มากกว่านั้น คือ ความภาคภูมิใจและชื่อเสียงนั่นเอง อีกทั้งนี่เป็นหนึ่งใน Niche Market เนื่องจากเป็นตลาดกลุ่มเล็ก เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ง่าย จำนวนผู้เข้าแข่งขันไม่เยอะมาก คู่แข่งที่จะลองลงแข่งขันยังน้อย จึงเป็นข้อได้เปรียบที่น่าสนใจ แต่ก็ถือเป็นการแข่งขันที่รวมหมู่คนที่มีความสามารถมากมายมารวมตัวกัน

เกณฑ์ในการตัดสินผู้ชนะนั้นมาจาก ความคิดสร้างสรรค์ การใส่ใจในรายละเอียด สุนทรียศาสตร์ และความเป็นเอกลักษณ์ จุดที่ยากกว่าคือการคำนวณเรื่องการบาลานซ์ สำหรับรูปลักษณ์ที่ไม่ธรรมดา ซึ่งต้องอาศัยความแม่นยำในการคำนวณน้ำหนักแต่ละส่วนให้เฉลี่ยกันอย่างลงตัว และการเลือกใช้สีก็มีการคำนวณเปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักสี โดยรวมให้มีความแข็งแรง ปลอดภัย และสวยงาม การสร้าง Case Mod ขึ้นมาหนึ่งโปรเจค อาจต้องพบเจอปัญหา อุปสรรคต่าง ๆ รวมถึงต้องใช้ความอดทนในการแต่ละกระบวนการขั้นตอนการทำด้วย

งานอีเว้นท์เหล่านี้เป็นการเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมแข่งขันได้แบ่งกันทัศนคติ การสร้างสรรค์สิ่งอัศจรรย์ ร่วมกับผู้ร่วมงานอื่น ๆ เพื่อการพัฒนาทักษะ ความสามารถยิ่ง ๆ ขึ้นไป

ถึงตอนนี้ เหล่านักสร้างสรรค์ทั้งหลายอาจจะเริ่มสนใจงานอดิเรกใหม่ ๆ นี้ขึ้นมาแล้ว สำหรับบางท่านอาจไม่เคยรับรู้รับทราบถึงศิลปะด้านนี้มาก่อน แต่ตอนนี้ คงได้รู้แล้วว่า คอมพิวเตอร์ที่มีความสามารถในการทำงานอย่างทรงพลังนั้น สามารถดูสวยงามได้มากขนาดนี้อีกด้วย

โลกยุคหน้า กับ ปัญญาประดิษฐ์

ถ้าพูดถึงเทคโนโลยีในยุคนี้แล้วนั้น นวัตกรรมอย่าง ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI (Artificial Intelligence) คงเป็นหนึ่งในอันดับต้น ๆ ที่ผู้คนจะนึกถึงอย่างแน่นอน แล้วปัญญาประดิษฐ์คืออะไร ปัญญาประดิษฐ์เป็นการจำลองการทำงานของสมองมนุษย์ เป็นการพัฒนาความสามารถในการเรียนรู้ ความคิด การกระทำ หลักตรรกศาสตร์ เหตุและผลในการตัดสินใจต่าง ๆ ให้กับเครื่องจักรกล ดังนั้น ปัญญาประดิษฐ์ที่ได้รับการพัฒนามากยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ จะสามารถสร้างโอกาสได้อย่างมากมายเลยทีเดียว

ปัญญาประดิษฐ์ เปลี่ยนชีวิต

ทุกอย่างในโลกนี้ก็เปรียบเสมือนเหรียญสองด้าน นั่นคือ สามารถก่อผลลัพธ์ได้ทั้งในด้านบวก และด้านลบ ในด้านบวก  การประมวลผลด้วยคอมพิวเตอร์ที่สามารถทำงานได้ตลอด 24 ชั่วโมง โดยไม่ต้องหยุดพัก ทั้งยังสามารถอัพเกรดหน่วยความจำเพื่อการทำงานที่เร็วขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง ย่อมนำมาซึ่งประสิทธิภาพการทำงานที่สูงขึ้น แม่นยำขึ้น รวมถึงซับซ้อนมากขึ้นด้วย และที่สำคัญ หุ่นยนต์มีอัตราความผิดพลาดต่ำกว่ามนุษย์

ความน่าตื่นตาตื่นใจของเจ้าปัญญาประดิษฐ์นี้เอง ที่ทำให้หลายคนตั้งคำถามขึ้นมาว่า AI จะมาแทนที่มนุษย์มากน้อยเพียงใดในปัจจุบันและอนาคต อัตราการจ้างงานคงจะลดลงอย่างเห็นได้ชัด งานหลายประเภทที่หุ่นยนต์สามารถแทนที่มนุษย์ได้อย่างสมบูรณ์ อาทิ แคชเชียร์ตามร้านค้า พนักงานทำความสะอาด คนขับรถ หรือพนักงาน call center และอื่น ๆ

จริงอยู่ที่บางสาขาอาชีพที่ AI คงจะยังไม่สามารถมาแทนที่ได้ในเวลาอันใกล้นี้ เช่น จิตแพทย์ นักแสดง นักข่าว ไม่ใช่ว่า AI ไม่สามารถพัฒนาไปถึงจุดที่ฉลาดมากพอจะทำสิ่งเหล่านั้นได้ เพียงแต่ ในเรื่องของความรู้สึก ความเห็นใจ การเอาใจเขามาใส่ใจเขา ความต้องการ หรือการกระทำที่ไม่สมเหตุสมผลอันมาจากสัญชาตญาณและหัวใจ ไม่ใช่สมอง ยังคงต้องมาจากมนุษย์นั่นเอง

มนุษย์ควรปรับตัวอย่างไรเพื่ออยู่ร่วมกับ AI               

อันที่จริงแล้ว การที่เทคโนโลยีอย่างปัญญาประดิษฐ์ถูกนำมาพัฒนาเพื่อทำงานร่วมกันกับมนุษย์นั้น จะก่อประสิทธิภาพได้มากกว่า มนุษย์ทำงานอย่างเดียว หรือ AI ล้วน ๆ ทำงานอย่างเดียว

การใช้เทคโนโลยีเพื่อสร้างเครื่องมือช่วยทำงานบางส่วนแทนมนุษย์ เพื่อให้มนุษย์เราสามารถใช้เวลาที่มีอย่างจำกัดนั้นอย่างเกิดประโยชน์มากขึ้น มนุษย์ใช้เวลาไปกับการเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ทดลองทางเลือกใหม่ ๆ ที่ไม่เคยทำมาก่อน ปัญญาประดิษฐ์ยังช่วยในด้านการวิเคราะห์ข้อมูลปริมาณมากได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งยังสามารถจัดกลุ่ม หาแบบแผนของข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว ช่วยทำให้การคำนวนต่าง ๆ การคาดคะเนผลลัพธ์อย่างมีเหตุผล การสร้างทางเลือกหรือข้อเสนอที่น่าสนใจมากยิ่งขึ้น อีกทั้งมนุษย์ยังสามารถก้าวข้ามขีดจำกัดในการเรียนรู้ อุปสรรคด้านภาษา การแลกเปลี่ยนความคิดกันในหมู่หมนุษย์และเหล่าปัญญาประดิษฐ์ทั้งหลาย ยังแต่จะทำให้เกิดสิ่งใหม่ ๆ ขึ้นมาบนโลก และประสบความสำเร็จมากยิ่งขึ้น เมื่อนั้น มนุษย์จะสามารถยกระดับคุณภาพชีวิต พัฒนาศักยภาพของตนเองยิ่ง ๆ ขึ้นไป